Your address will show here +12 34 56 78
article
 
ในตอนนี้จะรู้กันละว่า ในช่วงนี้ทำไมถือกันว่า เป็น Horrible เพราะจะเล่าถึง
มหาศิวาราตรี (MAHASHIVA RATRI)
 
สำหรับประวัติของวันนี้เคยเล่ามาแล้ว ถ้าใครบอกว่า..ไม่เค้ย ไม่เคย..ก็รออ่าน กำเนิดเทพ เพราะเล่าถึงมหาเทวะ พระองค์เดียว ก็ไม่ต้องเล่าเรื่องอื่นๆ เล่าย่นย่อก็ไม่ได้ บาป หนา เมื่อเล่าถึงเทศกาล ก็จะบอกแค่ พิธีกรรมให้รู้เท่านั้น
 
งานวันมหาศิวาราตรี เป็นทั้งการถือพรตและพิธีกรรม (ยิ่งใหญ่ของผู้นับถือ ไศวนิกาย,ไศ-วะ บางทีเรียก ฮรยัน เพราะพระศิวะ คือ หร ออกเสียง ฮร ถ้าพระนารายณ์หรือพระวิษณุ คือ หริ ออกเสียง ฮริ)
 
วันนี้ตรงกับวันแรม 14 ค่ำ ของเดือน ผลคุณ (ผะละคุณ)
คือเดือนสี่ ระหว่าง กุมภา – มีนาคม
 
ในปี 2563 ตรงกับวันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์
(ผ่านมาแล้ว เทวาลัย ทำพิธีแล้ว แต่คุณโค กำลังจะมาขวิด ทำอะไรมากไม่ได้ คุณโค คงไม่ใช่ ท่าน นันทิ ของพระผู้เป็นเจ้า เป็น พวกนอกระบบ)
 
วันนี้พราหมณ์ ทุกวรรณะ ต้องประกอบพิธี
(ข้อกำหนดนี้ ทำให้สงสัยว่า จะมีวันใด วรรณะใด ไม่ต้องทำ
และในวรรณะพราหมณ์ ยังแยกอีกเป็นชั้น คงจะไว้ตอนสรุป)
 
พิธีกรรมนี้ต้องอัญเชิญ มหาเทพ และศิวะลึงค์ ออกมาสรงน้ำ น้ำที่ใช้สรงเรียกคงคายัล (คำว่า ยัล ตำราเขียนอย่างนั้น จะเป็น ยัญ หรือเปล่า เพราะคนเขียน เขียนตามที่พูด ภาษาไทยไม่สันทัด)
 
การสรงน้ำ ขั้นแรก ขี้เถ้า (จะให้ขลังต้องเถ้าจากเชิงตะกอน ไปแอบขอซื้อจากสัปเหร่อตามวัดคงกวาดๆ มาได้ แต่..กล้าไหมล่ะ?) เราใช้เถ้าจากเครื่องหอมที่จุดถวายรวมไว้ ต่อไปคือ น้ำผึ้ง น้ำมันเนยแท้ นมเปรี้ยว นมสด น้ำลอยดอกไม้ และน้ำอบไทย จากนั้นจึงใช้ผ้าสะอาดเช็ดพระองค์ให้แห้ง
 
ที่ใช้ ขี้เถ้า เพราะมหาเทพจะประทับ ณ ที่เผาศพ คงจะใช้เป็นกรรมฐาน โดยเฉพาะพราหมณ์ที่อินเดียบอกว่าขี้เถ้ารักษาผิวหนัง และบรรเทา ร้อน – หนาว ได้
 
น้ำผึ้ง มาจากเกสรดอกไม้ มีสรรพคุณรักษาผิว แผลไฟลวก น้ำร้อนลวก แผลสด ใช้น้ำผึ้งทาจะหายเร็ว และจะ เนย นม ล้วนมีประโยชน์ต่อผิว
 
สำหรับ น้ำลอยดอกไม้ ต้องมีใบมะตูมด้วย เพราะเป็นใบให้ศักดิ์สิทธิ์ (ใบมะตูมมีสามแฉก รูปร่างเหมือน ตรีศูล ที่เทวาลัย มีต้นหนึ่ง แต่ดูเท่าไหร่ก็ไม่เหมือนตรีศูล แต่ว่าใช่ ก็ใช่ต้น หากไม่มีใบมะตูม ใช้ใบพลูได้ แต่ต้องเป็น ‘พลูร่วมใจ’ คือพลูใบบาง อ่อน สีนวลๆ ออกเหลือง เรียกพลูจีน และต้องคัดเลือกใบรูปร่างลายหัวใจ เอาไปเขียนยันตร์ทำเสน่ห์ได้)
 
วันพิเศษยิ่งใหญ่วันนี้ (ตามเคย) ถือศีลตลอด ใช้เวลาทั้งคืนทำสมาธิ สวดมนตร์ ร้องเพลงสรรเสริญ (ภชัน แปลว่า สรรเสริญ บูชา) และจะมีพราหมณ์เล่าถึงความยิ่งใหญ่ของมหาเทพตลอดคืน
 
ที่เคยเห็น เล่าเป็นตอนๆ สลับ สวดมนตร์ ร้องเพลง ตีกลอง ดนตรี (สนุกดี)
เครื่องสังเวย มีแต่ขนมหวาน ไม่มีเครื่องคาวเลย
 
ดอกไม้มากมาย ธูป กำยาน ประทีป ควันคลุ้ง สว่างไสวพร้อมถวาย อารตี
ที่จริงทาง สํ ออกเสียง อาราตฺธิก แปลว่า การแกว่งประทีปต่อหน้ารูปเคารพ ยามค่ำ
 
ถ้า อาราติ แปลว่า ศัตรู (enemy)
ถ้า อารติ แปลว่า การหยุด (Stopping)
 
แต่คนไทยไม่ได้ขมวดลิ้นเป็น อาราตฺริก เอาตัว ก. เข้าไปด้วย เหลือแต่ อาราตี (ก็ยังดีน่า) เครื่องกระทำอารตี มีมากแถวพาหุรัด เท่ากับในอินเดีย แต่ที่ริมแม่น้ำคงคาในพาราณสี ท่อง มหิมา ผสมกับบทสวด
 
ศิวะ มหิมา (SHIVA MAHIMA)
(เราออกเสียงกัน ศิวะ แขกจะออกเสียง ฉิ หรือ ชี – วา )
ศิวะ ตัน ดาวะ สโตตระ (SHIVA TAHDAVA STOTRA)
(สำหรับ บทสวด โศลก อัถ วันทนา ยกไปรวมกันดีกว่า)
 
และเครื่องสังเวย เคยเห็นแต่ของหวาน ผลไม้ ไม่เคยมี ‘ชุดใหญ่’ หัวหมู ยำ ต้น ขนมหม้อแกงอย่างไทย สันนิษฐานว่า ไทยเราคงผสมผเสกับเครื่องบำบวง ‘เจ้าพ่อ’ ต่างๆ
 
เพราะทาง ไสยะ ของไทย จะมีเจ้าพ่อ เจ้าแม่ ผีบ้าน ผีป่า กินเครื่องยำ สุรา
ถ้าเป็นพรานจะตั้ง ‘ศาลเพียงตา’ ถวายหัวสัตว์ที่จะล่าได้ โดยเฉพาะหัวหมู ที่จริงเขาว่า พรานบน จะแบ่งสัตว์ถวาย 1 ตัว แต่เกิดรายการเม้มเจ้าป่า คือ ถวายหัว – หาง ขา 4 ขา กับหาง วางคว่ำ ขากาง หางโผล่ เนื้อๆกลางตัว เอากลับบ้านหมด ข้อสำคัญแขกไม่กินหมู ไม่กินยำ เอาน่า แถมๆ กันไป

บ้านเราตั้งใจว่า จะถวายพิซซ่า ราเมน สเต๊ก ครบสิบสองภาษา
น่าจะได้น่า แปลว่า ทุกชาติถวายอาหารอร่อยๆ ให้ท่าน
 
คนที่เคารพบูชานับแสน จะไปชุมนุม ณ โบสถ์มหาศิวะ (เทวาลัย = เทวะ + อาลย ,ที่พัก ที่อยู่)
 
แต่โบสถ์ คือที่ประดิษฐานรูปเคารพ แต่ละพระองค์จะมีโบสถ์ ทางฝรั่งเรียก chapel คือ ห้องสวดเฉพาะ
 
เมืองที่ดันไปชุมนุมกันมาก คือที่ พาราณสี การเกศวร ไภทนาค ราเมศวัม เป็นสถานที่สำคัญของพระศิวะ แต่ที่ ปศุปตินาต ในเนปาล สมัยก่อนมีการบูชายัญ วัว – ควาย แพะ – แกะ อย่างละ 108 ตัว แล้วควักไส้ออกมาพันรอบตัว เราต้องเผ่นหนีไปอินเดียเพราะไม่มีการบูชายัญ และบัดนี้ทางการเนปาลก็ทานแล้ว เหลือแต่การฆ่าเจ้าแพะรับบาปถวายเจ้าแม่กาลี ทางอินเดีย ตอนนี้ก็น้อยลง เพราะแพะ ราคาแพง
 
การถือศีลอดทั้งคืน คราวนี้ แม้แต่น้ำก็ห้ามดื่ม
(เราเป็นพราหมณ์ลูกครึ่ง พวกชูชกจึงทำไม่ได้)
ในวันนั้นต้องสวดทุกพระนาม ก็ราวๆ 240 พระนาม เท่านั้นเอง
 
พระจันทรเศขร ผู้มีปิ่นปักพระจันทร์เสี้ยว
พระคงคาธร ผู้ทรงพระคงคาไว้ (บนมุ่นเกศา)
พระปศุปติ ผู้ทรงเป็นเทพเจ้าแห่งวิญญาณ (ประทับในป่าช้า)
 
อย่าเขียนครบ 240 พระนามเลย แค่เขียนยังแย่ แต่พราหมณ์เขาท่องได้ คนไทยแค่ พระพุทธเจ้าห้าพระองค์ยังจำไม่ค่อยจะครบ
 
มีนิทานตามมา เล่าตอนต่อไปนะ แค่นี้ก็ยาวพอแล้ว
 
วิม-ลา
 
0

article
เทศกาลเทพในอินเดีย
ราวีทัส ชัยนติ (RAVIDASYAYANTI)
.
ท่านเป็นคุรุที่มีชื่อเสียง หากท่านมิได้กำเนิดเป็นพราหมณ์ ตำราบอกว่าถือกำหนดจากวรรณะต่ำสุด ซึ่งก็น่าจะเป็น ศูทร โดยปกติวรรณะนี้ไม่เคยได้รับการยกย่อง แต่อินเดียเคยมีประธานาธิบดีระดับด็อกเตอร์ ในวรรณะศูทร แสดงว่าระยะหลังๆ อินเดียยอมรับระบบการศึกษามากขึ้น
.
ที่น่าประทับใจคือ เราจะเห็นภาพครูตามโรงเรียน
นำลูกศิษย์มาสอนภายใต้ร่มไม้ แบบเดียวกับฤษีเคยใช้ในสมัยโบราณ
อาจจะเพราะอินเดียยังมีต้นไม้ใหม่มาก
ใต้ร่มไม้อากาศโปร่ง และได้ออกซิเจนเย่น
(ขณะนี้โรงเรียน และวัดไทย ตัดต้นไม้ เทคอนกรีตหมด ทำให้ร้อน คงจะต้องบังคับกระมัง ให้โรงเรียน และวัด ทำลานดอกพิกุลแบบเก่า)
.
คำว่า ราวี หรือ ราวิ เป็น รวิวาร (RAVIVAR) คือ วันอาทิตย์
คำว่า ทส ใน สํ มี ทรรศน ที่ไทยใช้ ทัศน คือ เห็น ดู
คำว่า ชัยนติ ใน สํ คือ ชยนฺต แปลว่า วันดาวโรหิณี ขึ้นเวลาเที่ยงคืน
ดาวโรหิณี เป็นดาวนักกษัตร หมู่ที่สี่ มีห้าดาว , เป็นชายาองค์ที่พระจันทร์รักที่สุด
.
ในตำราบอกแต่ชื่อ กับคุณสมบัติ ว่าท่านเป็นฤษีแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ได้ ฉลาดรอบรู้ในวิทยาการต่างๆ ท่านจะทำสมาธิ สวดมนตร์ สรรเสริญเทพเจ้าอยู่ริมแม่น้ำคงคา
.
อาชีพของท่านยามว่างดี เป็นช่างรองเท้า
แต่ไม่บอก วัน – เวลา ที่บูชา
จึงสรุปได้ว่า วันอาทิตย์ใดที่ดาวโรหิณีขึ้นเวลาเที่ยงคืน
ก็วันนั้นแหละ บูชาท่าน
.
กับมีอีกข้อ คือ
ชยนฺติ เป็นวันแรม 8 ค่ำ ของเดือน ศรวัณ
แต่เดือน ศรวัณ คือกรกฎา – สิงหา ก็เป็นวันของพระกฤษณะ
.
จึงสรุปอีกครั้ง วันอาทิตย์ ที่ดาวโรหิณี ขึ้นเที่ยงคืน
ถ้าดูดาวไม่เป็น วันอาทิตย์ มฆะ ก็บูชาท่านไปเหอะ แต่ต้องบูชาพระวิษณุเทพด้วยเพราะ ฤษี คาวีทรัสท่านเป็นชาว อารยัน คือพวกบูชาพระนารายณ์
ถ้าบูชาแล้วจะเรียนหนังสือเก่ง
.
เข้ามหาวิทยาลัยได้ แต่จะเป็นช่างทำรองเท้าไหม
เลือกเอานะโยม
.
วิม-ลา.
0

article

วันเพ็ญเดือนมาฆะ (MAGHA)

ความจริงทางอินเดียมีเทศกาลวันเพ็ญเดือนมาฆะเหมือนกัน คือ ปีณิมา เป็นวันขึ้น 15 ค่ำ มีความสำคัญทางภาพ เพราะเป็นแบบเดียวกัน การติก ปีริณมา

การฺตฺติก เป็นเดือนที่ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้หมู่ดาวกฤตติกา

การฺติเกย(ะ) เทพ คือ พระขันทกุมาร หรือ สุกันทะ โอรสพระศิวะเทพ

ดาวกฤติกา คือดาวลูกไก่ มี 12 องค์ รับเลี้ยงพระการติเกยะจากวัยทารก ท่านเป็นเจ้าแห่งสงคราม เหมือนเทพมาร

พิธีกรรมอย่างที่เล่ามาแล้ว อาบน้ำชำระล้างบ้าน ถือศีลอด ให้ทาน เพิ่มด้วยการถวายบูชาบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ ให้พ้นบาป ไปสู่สวรรค์

ที่สำคัญ ต้องบริจาคต่อพราหมณ์ และเลี้ยงดู

เพราะพราหมณ์จะทำพิธีบูชา ขอให้บรรพบุรุษพ้นบาปได้ ในวันนี้

และวันเพ็ญเดือนมาฆะ ในเมือง มทุไร (MADURAI) มีพิธี

ลอยบูชาในน้ำ  (Floor Festival)

เมือง มทุไร มีโบสถ์ พระแม่ มินากษี (Minakshi) คำ มินา หรือ มีนา. แปลว่า ปลา ฉะนั้นนามนี้ จึงแปลว่า พระแม่ผู้มีเนตรงามดั่งมัจฉา แม่นาคกัลญานี  (จะไม่สาวเรื่องว่า เกี่ยวข้องกับนาคอย่างไร แต่ตำราเขาว่า

พระแม่ มินากษี คือ พระนามพระแม่ปารวตีด้วย

และวันนี้จะต้องบูชาพระแม่ กับ พระสุนทเรศวร (อีกพระนามพระศิวะ) จากนั้นลอยเทวรูปทั้งสองไปในกระแสน้ำ ดีที่สุดคือลอยไปทางทิศตะวันออก)

            จะลอยทำไม เรื่องอะไร ขืนเล่าตอนนี้ คงไม่จบแต่ละเทศกาลง่ายๆ จะรวบรวมเฉพาะ เทพ ที่ทางไทยไม่ค่อยได้ยิน มาเขียน อย่างพระอุมา พระปารวตี พระคเณศ พระศิวะ มีตำราอยู่มากแล้ว

                                    ฉะนั้นรวมความว่า วันเพ็ญ เดือน มาฆะ ทางเทพมีพิธีการ

บูชาพระ การติเกยะ กับ พระแม่ มินากษี

แต่อ่านตำรานายห้างแล้ว ไม่เข้าใจ

ทำไมมหาศิวะ ถูกลอยแพไปด้วย คงเหมือนทางไทย ลอยกระทง

กับเคยเห็น คุณยาย ลอยกระทงเดือน 3 ไม่ใช่แค่วันเพ็ญเดือนสิบสอง

คุณยายบอกว่า เพ็ญมาฆะ ลอยถวายพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

แต่เพ็ญเดือน 12 ขอขมาต่อ ดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุสำคัญของโลก และตัวเรา

เทศกาลเดือน 12 ยังอยู่ แต่เทศกาลเดือนมาฆะ ไม่เห็นทำกันแล้ว

วิม-ลา

0

article

มกร สังกรานติ (MAKAR SANKRANI)
คำว่า มกร คือ มังกร คำว่า สังกรานติ อธิบายแล้ว

วันมกร สังกรานติ เป็นวันที่ กำหนดวันเลย ไม่ต้องใช้ ขึ้น – แรม คือวันที่ 14 มกราคม ของทุกปี คือ … เป็นวันเริ่มต้นแห่งพระอาทิตย์เดินทางไปทิศเหนือ เป็นวันมงคลยิ่งใหญ่ของอินเดียเหนือเท่าๆ กับวัน ปุณคล ของทางภาคใต้ และวันนี้ยังมีอีกชื่อ คือ

 

อุตตรยัน สังกรานติ

อุตตร คือ อุดร ทิศเหนือ

อุตตรยัณ คือ คราวที่ดวงอาทิตย์เดินเหนือเส้นศูนย์สูตร

 

ในตอนนี้จะรวมคำ ที่เดียวกับฤดูเสียเลย คือ

เห-มายัณ เวลาที่พระอาทิตย์ โคจรไปทางขั้วโลกใต้ จุดไกลที่สุดจากเส้นศูนย์สูตร

ราววันที่ 22 ธันวาคม มีกลางคืนนานกว่ากลางวัน (Winter Solstice)

ศรีษมายัน (สํ ใช้ตัว ณ) วันที่ดวงอาทิตย์ อยู่สูงสุดในทิศเหนือ ไกลสุดจากเส้น

ศูนย์สูตร ราววันที่ 21 – 22 มิถุนายน กลางวันจะนานกว่ากลางคืน

 (ศรีษมะ = คินทะ , เห-มา คือ เหมันตะ ) มายน = เดิน เคลื่อนที่

 

วิษุวัต คือวันที่มีกลางวันกับกลางคืนเท่ากันพอดี Equinox มี

            ศราท วิษุวัต เกิดในฤดู ศรทะ (ใบไม้ร่วง) คือเทศกาลทำบุญเดือนสิบ ราววันที่ 22-23 กันยายน

            วสันต วิษุวัต กลางวันกับกลางคืนในฤดูฝน ราววันที่ 21 มีนาคม

 

วันนี้คล้ายกับวันปีใหม่ (แต่เดือนมกราคมคือเดือนยี่) ตามเคยต้องชำระล้างร่างกายในแม่น้ำศักดิ์สิทธ์ โดยเฉพาะแม่น้ำคงคา โดยเฉพาะบริเวณ คงคา สคร (GANGA SAGAR)

คำว่า GANGA คือ แม่น้ำคงคาแหละ แต่ภาษาอังกฤษเขียนอย่างนั้น

สคร หรือ สาคร คือชื่อพระราชาอโยธยา (อยุธยาของไทยนำชื่อมาจากอโยธยา ภายหลังเหลือ อยุธยา) เมืองของท้าว สาคร ที่มีโอรส 6 หมื่นองค์ไปมีเรื่องกับ กปิล (กะปิละฤาษี) จนถูกเผาเป็นเถ้าถ่านหมด อย่าสงสัย มีลูก 6 หมื่นองค์ ตำราละเอียดจะเขียนตอบ ตำนานเทพ

ต่อมาได้ถูกช่วยให้ขึ้นสวรรค์ ด้วยการอัญเชิญ พระแม่คงคาลงมาพรมน้ำมนตร์ ดังนั้นจุดของที่ตั้งเมือง อโยธยา ตรงแม่น้ำคงคาไหลสู่มหาสมุทรอินเดีย จึงศักดิ์สิทธิ์ ถ้าไปอาบน้ำตรงนั้นจะได้ขึ้นสวรรค์

นอกจากนั้นต้องเตรียมเครื่องสังเวยถวายพระอาทิตย์ อุทิศทานคนจน ผู้ยากไร้

            แต่ในแคว้นปัญจาป เรียกว่า วันโลฮรี (Lohli)

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

            วันโลฮรี (Lohli)

            แคว้นปัญจาปอยู่ทางภาคเหนือ ขณะสตรีอินเดียห่มสาหรี คนแคว้นนี้ผู้หญิงจะนุ่งกางเกงรัดข้อเท้า ใส่เสื้อตัวยาวถึงข้อเท้า ผ่าข้าง มีผ้าฟาดไหล่ (เราชอบชุดของปัญจาป)

            ทางปัญจาญถือว่า วันนี้เป็นการบอกถึงการสิ้นสุดฤดูหนาว จะย่างเข้าฤดูร้อน จึงมีการจุดกองไฟ (อย่าทำในบ้านล่ะ) แล้วก็ร้องเพลง เต้นระบำแขก ตีกลอง โยนขนมลงกองไฟให้พระอาทิตย์

อาหารสำคัญที่ถวายต่อเทพเจ้า และพระสุริยาทิตย์ คือ ข้าวโพดต้ม (คงต้องแกะก่อน) เอามาปรุงด้วย เกลือ มะนาว พริกป่น (ถ้าเป็นข้าวโพดเนย คงจะดีกว่า แต่เขาคงรู้กันว่า เทพท่านโปรดอย่างนั้น)

วิม-ลา.

0

article

เมื่อเริ่มเขียนมาได้ 2-3 เทศกาล จังเอะใจว่า ตำราของนายห้างไม่ค่อยเรียงตาม ‘ติธิ’ คือ ดิถีในวิธีเรียกของไทย และบอกแล้ว สองเล่มก็ไม่ ‘ค่อย’ จะเหมือนกัน เรียกว่านายห้าง ‘อินิ ตามใจฉานนะนาย’  (ถ้ายังอยู่คงกลับไปทะเลาะกัน แล้วก็จะโดนถามว่า..จะไปทำทำไมทุกวัน แค่ไหว้ท่านทุกวัน ทำพิธีเฉพาะงานใหญ่ๆ ก็พอ และนายห้างเองก็ทำอย่างนั้น เราเห็นหิ้งในร้าน มีธูปจุด ก้านธูปเต็ม ทีแรกคิดว่า..คงไหว้พระอย่างเราทำกัน ต่อมาจึงสังเกตว่าเป็น เทวรูปพระศิวะ งามมาก ก็ขอซื้อเอาดื้อๆ นายห้างสั่นหัว เพราะเป็นเทพีที่บูชาทุกวัน ก็ขอ..ขอ..ขอ จนวันหนึ่งมองหน้าเรานิ่งๆ ก่อนบอกว่า ..ซื้อมาคิดเป็นเงินไทยราว 500 บาท ต้องให้ 501 บาท ต้องมีกำไร 1 บาท ใครจะไปต่อล่ะ เราทิ้งท้ายก็คิดว่าคงหนักมาก แต่..เบาหวิว..ไม่ใช่ปาฏิหาริย์หรอกน่า เป็นกระดาษที่ประกอบมาจากองค์จริง ทาสีเหมือนองค์จริง เพราะนายห้างบอกว่า ..จำลองจากองค์จริงของ อินเดีย)

ที่เล่ายาวเพราะ นายห้างไม่เคยตั้งเทวรูปพระศิวะที่เดิมอีกเลย และต่อมาก็เสียชีวิต เทวรูปพระศิวะ ยังตั้งเป็นประธานในที่ทวยเทพ ให้เราไหว้ต่อมาด้วยความรำลึกถึง ‘เพื่อน’ ที่ให้ตำราทวยเทพมาศึกษา และเวลามีชีวิตจะอ่านพระเวทให้เราฟังบางบท ที่เขาสาธยายได้

ใครก็ตามที่ให้ความรู้ คือ คุรุ แห่งเราทั้งสิ้น

หากเมื่อตำราอธิบายจากปฏิทิน ไม่เรียง และเราไม่ได้เทียบกับปฏิทิน จึงเห็นว่าไม่เรียง ติธิ  (ดิถี) แต่ก็อีก บอกแล้วทาง อินเดีย นับถือทางจันทรคติ ขึ้น – แรม ฉะนั้นวันสำคัญจึงนับตาม ขึ้น – แรม แต่ละเทศกาลของแต่ละปี จึงไม่ตรงกัน เช่น ปี 2536 วันแรกคือ วันสักตะ จุฐ แต่พอปี 2556 ปีนี้วัน  โลหลี (Lohri)

ฉะนั้นต่อไป วันสำคัญให้ยึด ขึ้น – แรม ของเดือน

และอ่านแค่ว่า ‘เขาทำอะไรกัน’

อย่า ‘ยึดตามตำรา’ ว่าอะไรก่อนหลัง

ให้ไล่เรียงแต่ละปี ว่าช่วงนั้น ขึ้น – แรม อย่างไร (ถ้าหาปฏิทินได้)

จะทราบว่า การทำพิธี ทำอะไรก่อน – หลัง เป็นลำดับ

ตำราจะยึด วิธีปฏิบัติ ตามที่นายห้างเขียนไว้ แต่คงยึดหลักทางอินเดีย ที่เราอ่านพอรู้บ้าง การจะนับถืออะไร ควร ‘เรียนรู้’ บ้าง

เทศกาลเทพ ในอินเดีย จะทำให้ พอรู้ว่า พิธีกรรมเทพมีอะไร

เหมือนชาวพุทธต้องรู้ว่า วันสำคัญทางศาสนาพุทธมีอะไร

สำหรับบทสวดถวายเทพ จะพยายามหาบทย่อ ลงทีหลัง

บทยาวๆ ภาษาสันสกฤต น่าจะยากไป (สวดชินบัญชร กับธรรมจักร จำได้ไหมล่ะ)

‘รู้’ ต้องลึก (ซึ้ง) ด้วย รู้ผิวเผิน จะได้อะไร

อ่านไปเล่นๆ เถิด จะรู้มากขึ้น (เห็นไหม รู้มากดีนะ)

วิม-ลา.

0

article

เมานิ อัม – วัสยะ (MAUNI AMAVASYA.)

คำว่า อัมวัสยะ คือ แรม 15 ค่ำ ถ้าทางไทย วันอัมมาวสี

คำว่า เมานิ ภาษา สํ แปลว่า ดุษณียภาพ  (Silence)

วันนี้ถ้าตรงกับวันจันทร์ จะถือเป็นวันยิ่งใหญ่ มีมงคลมาก วันนี้คือ วันแรม 15 ค่ำ แห่งเดือน มารฆะ ผู้ถือพรต นอกจากถืออด ต้อง อด – กลั้น (อดโทสะ โมหะ ทั้งหลายให้หมด ดีนะ) แล้วไปจุ่มตัวอาบน้ำในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ (ผู้ที่อยู่ในพาราณสี คงไปแม่น้ำคงคา ในเมืองอื่น  คงใช้แม่น้ำสายอื่น เพราะแม่น้ำทุกสายศักดิ์สิทธิ์หมด)

วันนี้เป็นวันบูชาพระวิษณุเทพ อาบน้ำแล้วต้องไปเดินรอบต้น ‘อัสวัตถะ’ คือ ต้นไทรสามสอบ เนื่องจากใน ภควัตคีตา พระกฤษณะ ร่างอวตารของพระวิษณุเทพ – นารายณ์ รับสั่งว่า

..ระหว่างต้นไม้ทั้งหมด ข้าคือ อัสวัตถะ..

            ทางอินเดียว่า อัสวัตถะ คือต้นไทร แต่ทางไทย อัสสัตถพฤกษ์ คือ ต้นโพ โพใบ และบอกว่าคำ โพธิคำนามคือโพ

                        ฉนั้นกลายเป็น ไม้คนละชนิดเลย ระหว่าง โพ กับ ไทร

แต่ทางไทยนับต้น โพธิเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ (แต่ก็พบต้นไทรรวมๆไว้)

จึงมีคำ..ร่มโพธิ ..ร่มไทร.. เพราะไม้ใหญ่ ใบดก ให้ร่มกว้าง

            เอาละจะร่มโพธิ ร่มไทรก็เวียนเสียสามรอบ ถ้าเป็นผู้มีศรัทธาพอสมควร คงพอ หากเป็นผู้มีศรัทธาแรงกล้าจะไป..

                        ณ สถานที่เรียกว่า ปรยัค (PRAGAD) ปรฺยต คือ ระงับ ไทยเอามาใช้ว่า ประหยัด

คือสถานที่อัน แม่น้ำคงคา ยมุนา สรัสวดี ไหลมารวมกันเรียก หริทวาร

คนไทยรู้จักกันดี ในชื่อ จุฬาตรีคูณ อยู่ที่ ฤษีเกศ (ฤษีลงมาสระผม เห็นทุกเช้าจริงๆ)

เราเคยไปอาบน้ำที่นั่น น้ำใส เย็นยั่งกับออกมาจากตู้เย็น ทิวทัศน์สวยมาก และหากเดินขึ้นภูเขาไป จะขึ้นถึง โคมุขคือจุดที่มีแอ่งน้ำ น้ำไม่เป็นน้ำแข็ง ทั้งๆ ที่บนภูเขา และรอบแอ่งน้ำมีแต่หิมะ แต่แอ่งน้ำตรงนั้นน่าจะมีน้ำพุร้อนข้างล่าง จึงเป็นแอ่งน้ำสีหยด แต่ฤษี นุ่งผ้าโธตีผืนเดียว เดินหน้าตาเฉย เท้าเปล่า ไม่มีแม้แต่รองเท้าแตะด้วย

นักพรตนอกจากฤษี จะมาพักสถานที่นี้เป็นเดือน เพื่อทำพิธีกรรม ‘กัลป์ปะ – วัส’ (KALPA – VAS)

กัลป ทาง สํ ว่า ช่วง

วัสส ทาง สํ ว่า ฤดูฝน

ฉนั้นน่าจะเหมือนเราเข้าพรรษา (คือ วัสสะ) สามเดือน

หากตลอดเวลาที่พำนักเขาจะร้องเพลงสวดสรรเสริญเทพเจ้า (ของไทยสวดมนตร์) และรับประทานอาหารเพียงมื้อเดียว (ของไทยถือศีลแปด) หรือ กินผลไม้อย่างเดียว หรือ ดื่มแต่น้ำกับนมเท่านั้น

ในอินเดียจะพบนักพรต กินแต่ผลไม้ หรือดื่มนมอย่างเดียวได้เสมอ

สาธุ ที่เก่งมากจะอดอาหาร ดื่มแต่น้ำ ก็ปรากฏเป็นข่าวบ่อยๆ บางตน ‘เขาว่า’ (ในยูทูป) ไม่มีกินอะไรเลย

(เสพปราณ ต้องมีวิธี)

อยากไปไหม (อยากตายไหม)

วิม-ลา.

0

article

            อย่าคิดว่าจะทำตำราของนายห้างกุลดิป มาลอกง่ายๆ นะ เพราะนายห้างเขียนภาษาไทยแบบคนอินเดียพูดไทย คือตัวสะกดจะแผกเพี้ยน จนต้องยึดคำจากภาษา สํ เป็นหลัก คำภาษาของอินเดีย ก็มีทั้งอินเดียเหนือ อินเดียใต้เหมือนๆ กับคำไทยกลาง – ล้านนา – อีสาน – ใต้ ต้องมานั่ง ‘ตีความ’ บอกแล้วคนทิ้งตำราไว้ให้ก็ไปเฝ้าพระผู้เป็นเจ้าเรียกแล้ว ไม่รู้จะถามยังไง

            อย่างเขียนไว้ สักตะ จูฐ น่ะ กว่าจะหาว่า เป็น จุฑา ก็เปิดพจนานุกรมทั้ง สํ ทั้ง ฮินดู

ต่อมานิทานที่ต่อท้าย พระนางรัตนาวตี กับอีกเล่มเขียน รัตนาวลี

เราก็ว่า เหมือนๆ กันแหละ จึงเลือก รัตนาวตี เพราะคำว่า วตี ไทยใช้ วดี แปลว่า นางแก้ว

หากพอทวนพจนานุกรม สํ รัตนาวตี  แปลว่า เครื่องประดับคอ น่าก็คงเป็น อัญมณี แหละ

ที่ต้องอธิบาย เพราะ ‘อย่าประมาณภาษา สํ’ เพราะเวลาแปล มันจะยุ่ง

อ่านสนุกๆ กับภาษาคั่นบ้างก็ได้ อย่างคำ มนตรี พจนานุกรมไทยแปลว่า ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ผู้ปรึกษา แนะนำ

แต่ มนตรี ใน สํ ไม่มี มีแต่ มนตรี , มตฺริ แปลว่า ปรึกษาหารือ

ถ้า มนฺตฺริน จึงแปลว่า ที่ปรึกษา

ถ้า มนฺตฺร คือ มนตร์ เลย คำอธิบายละเอียดทำให้ได้ความรู้ .. สูตรอันเป็น บุณยะ แด่เทพองค์ใดองค์หนึ่ง (สวดมนตร์ถวาย) เช่น

            โอม วิษณเว นมห (นะ-มะ-ห คือ นมัช หรือ นมัส)

หรือคำชี้แจง มีอยู่คำหนึ่ง ‘ไศล’ เราอ่าน สะไหล (Slai) เรื่อยมา แปลว่า ภูเขา

            ที่จริงทาง สํ ผิด! คำนี้ต้องอ่าน ไศ – ละ (Saila.)

ฉนั้นในการเขียน จึงพยายามเทียบ ภาษาเขียนของนายห้างกุลดิป กับภาษา สํ อันเป็นต้นแบบของ ฮินดู ให้ชัดเจน ผู้อ่านจะได้ความรู้ว่า ‘อินเดียเขามีอะไรกัน’ และความรู้ทางภาษา สํ   ซึ่งใช้ในภาษาไทยมากเช่นกัน

            เช่น ในหนังสือ ‘อภิธาน สํ –ไทย – อังกฤษ’

            ผู้ขอร้องให้ค้นหาคำศัพท์สันสกฤต คือ ขุนโสภิตอักษรการ

และผู้ลิขิต คือ นายร้อยเอก หลวงบวรบรรณารักษ์ (นิยม รักไทย)

                        วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2469

                        ถนน รองเมือง จังหวัดพระนคร

เราได้อาศัยอภิธานนี้เป็นคู่มือตลอดมา แม้แต่การค้นข้อความในพระเวท (เฉพาะตอน) ที่เป็นภาษาสันสกฤตอังกฤษล้วน

            ปีนี้ 2563 จวนครบ 100ปี ที่คุรุรจนา

            จึงต้องน้อมนมัสการไว้

ข้อสำคัญ บรมครู ด้านภาษาสันสกฤต

คือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ท่านประทานคาถาไว้บทหนึ่ง

โอม ภควเต วาสุเดวายะ รามยะ

โอม วาสุเทวายะ (บทสั้น)

ที่เราสวดทุกคืนก่อนนอน ลองสวดบ้างไหม

วิม-ลา.

0

article

ประเพณี สักตะจูฐ เล่าไปแล้ว และก็เป็นประเพณีของอินเดีย เช่นกัน คือต้องมีบรรยายประกอบว่าทำไมต้องมีประเพณีแบบนี้ คนอ่านคงชอบมากกว่าฟังเรื่องประเพณีแท้

เรื่องของเรื่องคือ ในกาลครั้งหนึ่ง (จะครั้งไหนก็ช่าง อ่านไปเหอะ) มีพระราชาองค์หนึ่งทรงพร้อมด้วยทศพิธีราชธรรม (มี 10 ประการ อยากรู้ไปเปิดพจนานุกรม ) มีพระมเหสี พระนาม รัตนาวตี (RATNAWATI) ในตำราของอินเดียจะต้องรำพันถึงความงดงาม เฉลียวฉลาดเสมอ  แต่เคราะห์กรรมทำให้มีข้าศึกมารุกราม จนเสียเมืองต้องเสด็จไปอยู่ป่า (ตอนนี้ป่าไม่มีจะอยู่ ไฟไหม้หมดแล้ว)

วันหนึ่ง (จะวันไหนก็ช่าง) ไปพบฤษีตนหนึ่ง (ฤษีใช้ตน ถ้าองค์ จะเป็นชั้นราช ชั้นเทพ หรือ ชั้น พรหม) ฤษีตนนี้คือ มรกันเทยะ (MAKANDEYA) พระราชาก็เล่าเรื่องทุกข์ร้อนให้ฟัง พระฤษี ท่านก็ต้องตรวจคำให้การก่อนว่า จริงหรือไม่

ท่านทำสมาธิแล้วก็รู้ความจริง โดยไม่ต้องอาศัยพยานเอกสารมีแต่พยานบุคคล

พอลืมตา ท่านก็ว่าเป็นฉากๆเลย

อ๋อ..ในอดีตเคยทำบาปมานี่ เคยเป็นกษัตริย์นักล่าสัตว์ (รวมเสือดำด้วยหรือเปล่าไม่รู้ แต่ฟังไว้)

แต่เคยประกอบพิธี สักตะจูฐ เป็นประจำ ต่อมาก็หยุดไปเฉยๆ (จะเพราะลืม หรือ เศรษฐกิจตกต่ำก็ไม่รู้ ) ฉะนั้นกลับชาติมาเกิดใหม่เป็นกษัตริย์ แต่..บุคคลโบ๋เบ๋แล้ว เหลือแต่บาป (เหมือนเบิกหมดบัญชีนั่นแหละ) ฉะนั้นจะต้องทำพิธีถือพรตอดอาหารอีกครั้ง (ทำง่ายมาก เพราะอยู่ป่า ก็ไม่มีอะไรจะกินอยู่แล้ว เหมือนคนไทยทั้งประเทศกำลังคือศีลอด โบราณท่านบอกแล้ว ถ้าบ้านเมืองอาเพศ ให้สวดมนตร์ ถือศีลอด 15 วัน เราจึงต้องกักตัว 14 วัน คำทำนายและทำนางตรงเผ็งไหมล่า)

            พระราชากับนาง รัตนาวตี (คำว่า วตี หรือ วดี ก็แปลว่านาง)

             จึงถือศีล (กินมาม่า) บูชาพระคเณศ

ตอนจบ ก็จบเอาดื้อๆ

..และก็ได้ราชอาณาจักรคืน มีความผาสุกดังเดิม

(พวกเราก็ถืออดอยู่นี่ เขาก็จะคืนความสุขให้น่า..เข้าใจตรงกันนะ)

            ฉะนั้นในวันขึ้น – แรม 4 ค่ำ ของทุกเดือน ให้ถือเป็นวันบูชาพระคเณศ โดยถือศีลอด ทำสมาธิสวดบูชา

                        แล้วก็จะมีความสุข ตลอดไปเชิดชัย..ไชไย

คนไทยที่กำลังถือศีลตอนนี้ อดๆไปก่อนะเดี๋ยวดีเอง (ก็อดตายไง)

พอเจ้าโคเจ้าขวิดจนเหนื่อยก็คงไป

ผลดีก็มีนะ ทำให้เรารู้จัก ‘อยู่กับเหย้า เฝ้าแต่เรือน’

มีสันทนาการ ทำมิตรไมตรีในบ้าน (แต่บางบ้านอารมณ์เสียใส่กัน เกิดอริราชศัตรูในบ้าน)

คนรวยอย่าพูดถึง บาป แต่คนฐานะกลางๆ จะจนลง (ทำใจดีๆ เดี๋ยวหัวใจวายก่อน)

คนจนจะรู้จักคำว่า ‘ยาจก’

เห็นแมะ..เราได้รู้อะไรมากขึ้น..

รออ่านต่อไปนะ

วิม-ลา.

0

article

คำ อัศตะมิ บางทีเขียน ศัสตะมิ เพราะมาจากคำ สันสกฤต. มักใช้ ศ. มากกว่า คำนี้บอกแต่ต้นแล้วว่า

อัศตะมิ. คือวันขึ้น – แรม. 8 ค่ำ

ทางไทยใช้ อัฐมี (วันพระเล็ก วันพระใหญ่ คือ ขึ้น – แรม 15 ค่ำ วันพระใหญ่ คือ ขึ้น – แรม 15 ค่ำ)

             คำ ภิษมะ ในพจนานุกรม สํ เขียน ภีษฺมี แปลว่า น่ากลัว (horrible) และยังเป็นชื่อของ พระเจ้าอาว์ของเจ้าปาณฑุ (ฑ. อ่านเป็น ด. คือ d.) พยายามเขียนคำอ่านให้พอรู้บ้าง อยากรู้มากไปเรียนที่เกษตรศาสตร์. เรารู้จัก แต่อาจารย์ วิทยา ที่สอนเราท่านเกษียนแล้ว (คงโล่งอกไป)

                        ฉะนั้นถ้าจะแปลความนี้ ‘แรมที่น่ากลัว’

อ่านไปก็จะรู้เองว่า  ทำไมน่ากลัว

ถ้าคิดว่า ไม่อยากรู้ ก็อย่าอ่าน ไม่ว่ากัน (ก็ไม่รู้นี่นาว่า ใครอ่าน – ไม่อ่าน. จะว่าได้ยังงไงในช่วงเวลา ‘อันน่ากลัว.’ นี้มีวันสำคัญๆหลายวันเริ่มด้วย)

สักตะ จุฐ.          ในพจนานุกรม สํ สักตะ สกฺต แปลว่า สัมพันธ์

                        จุฐ. ที่นายห้างเขียนอีกครั้งคือ จุฑา คือ จุก,ผมจุก

พิธีของพราหมณ์ น่าจะเป็น จุฑาสัสการ คือ โกนจุก.

            ฉะนั้นควรเป็นวัน โกนจุก พระพิฆเณศ อันมิใช่วัน ‘คเณศ จาตุรธิ.’ ของวันขึ้น 4 ค่ำ เดือน ภัทร คือเดือน 10. (บางคนยังเถียงกันว่า ขึ้นหรือแรม.)

                        ตำราเทพน่ะอ่านไปเถอะ เวล่ำเวลา. ไม่ค่อยจะตรงกันนัก

เอาเป็นว่า นับถือท่าน ศรัทธาท่าน ‘ทำตลุยๆไปเลย’ (ไม่แน่ใจ ทำไปก่อน.)

            ในตำราของนายห้าง. บอกตรงกัน ‘เป็นวันประสูติของพระพิฆเณศ’ แล้วพอเปิดวัน จตุรธิ. ก็บอกว่า ‘วันกำเนิดพระคเณศ.’ นายห้างไม่อยู่ให้ถามแล้ว ก็เขียนๆถามๆไป

แต่ใน ‘ตำนานเทพ’ ถือวัน หลังวันเพ็ญ 4 วัน เดือนภัทรบท (เดือน 10.) เป็นวัน จตุรุธิ (คือ แรม 4 ค่ำเดือน 10.)

                        พิธีกรรม คือการถือพรต (ถืออด คริสต์และอิสลาม.ก็มี ไทยมีตอนเข้าพรรษา ถ้าไล่เรียงไปจะพบว่า การถืออด. มีทุกชาติ) การถือพรต ทำได้ทั้ง ชาย – หญิง –เด็ก เริ่มด้วยเช้าตรู่ อาบน้ำชำระกายให้สะอาด แต่งกายด้วยเสื้อผ้าใหม่ นำเทวรูปของพระคเณศวร ประดิษฐานบนแท่น บูชาด้วยดอกไม้หอม (ไม่ต้องใช้ดอกดาวเรืองเสมอไป.) ธูป (กำยาน) เทียน (ประทีป ทางอินเดียเคยมีประทีปน้ำมันเล็กๆ ทางเทวาลัยจะจุดยามมีงาน)

                        ในพิธีนี้ต้องเชิญพระจันทร์ กับ พระนางโรหิณีด้วย

ที่อัญเชิญพระจันทร์ ต้องถวายน้ำ กับ ‘ไนเวทย์.’ คืออาหารร้อน คงไม่ใช่ซุปหรอก ดูรูป. ก็ไม่มีบอกว่าอะไร แต่ สํ  แปล ไนเวทย์ ว่า เครื่องบวงสรวง. เราคิดว่า น่าจะแปลรวมๆว่า เครื่องบวงสรวงพระจันทร์ (ต้องแยกเล่า)

สำหรับพระพิฆเณศวร ก็อย่างเคย ขนมโมทะกะ ขนมหวาน (ไม่รู้จะใช้ขนม กุหลาบจามุน หรือเปล่า คือขนมแป้งกับน้ำตาลเชื่อมข้นๆ หวานจนแสบลิ้น) โมทะกะ ในเมืองไทยมีขายแล้ว แต่เพราะคนไทยบูชาท่านกันมาก แถวเฉลิมกรุงก็มี พาหุรัดก็มี แบบเก่าคือ ข้าวสวยคลุกงาปั้นเป็นก้อน ในตำรามีเท่านี้ (ทั้งสองเล่ม)ทางไทย ‘แถมขนม’ หวานของไทยอีก คือ ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง หากทางอินเดีย ห้ามใช้ไข่. เพราะเป็นไข่มีเชื้อ มีชีวิต ตอนแรก ยังไม่มี ไข่ลม อย่างที่เรากินกัน รออ่านต่อละกัน

วิม-ลา

0

article

ลืมเรื่องนี้แล้วซิ ว่าทางฮินดู ที่เราเรียกกันว่า ทางเทพ เพราะเรานับถือ เทพ ทางฝ่ายฮินดู โดยลืมว่าเทพทางไทยก็มี เช่น พระอินทร์ไง กับเทพ.ทางจีน บางคนก็บอกเทพ.ทางคริสต์ เช่น เซนต์.ต่างๆ ซึ่งคิดว่าน่าจะแยกเล่าแต่ละศาสนา เพราะเทพต่างๆมาจาก ‘ต้นสาย’ นับขึ้นไปถึง ลัทธิ โซโรอัสเตอร์ ที่นับถือพระอัคนี จนมาถึง ฤษีบูชาไฟ

หลวงพ่อสด. พระอาจารย์ชื่อดัง ก็บูชาไฟ

เรา ‘ รับ ’ เทพต่อๆกันมา จนจำไม่ได้ว่ามาจากไหนกันบ้าง

เดวิด โบห์ม กับ รูเพิร์ต เชลเดร็ก กล่าวไว้ว่า (สองท่านเป็นนักฟิสิกส์ โนเบล ไพรซ์)

‘ ในศตวรรษที่ 21. เทวศาสตร์ วิทยาศาสตร์. จะรวมกันสนิท ’

(ไปหาอ่านซะ หรือๆไม่ก็รอให้เราอ่านจบ แล้วจะเล่าให้ฟัง)

            เมื่อเขียนแล้วว่า ปฏิทินของฮินดู แบ่งอย่างไร มีชื่อว่าอะไร การเขียนนี้จึงใช้ชื่อตามปฏิทิน อยากรู้ว่าทางไทยคือ วัน เดือน ปี อะไร ก็กลับไปเปิดอ่านอ่านทวน 2 – 3 เที่ยวจะจำได้เอง (เพราะคล้ายๆทางไทย.)

            บอกไว้แต่ต้นว่า จะเริ่มจาก ฤดู ศศิระ  คือฤดูลมหนาว (ไม่ใช่ฤดูหนาว – เหมันตะ) อยู่ราวเดือน ฆาฆะ และเดือนผลคุณ (เดือน มาฆะ อินเดียมักจะออกเสียง มารฆะ คือรัวลิ้นอยู่เสมอ) ถ้าปฏิทินไทย ก็คือ เดือนสาม – เดือนสี่ ถ้าเป็นเดือนสากลคือ มกราคม – มีนาคม

            ต้องบอกว่า ‘ตำรา’ ได้มาจากนายห้าง ร้านกุลดิป. ที่เป็นเพื่อนซี้.กับเรา (เพราะใครเคยได้ของแถม ของฝากจากแขกมั่ง บางชิ้นขอกำไร บาทเดียว เพราะการค้าการขาย ต้องมีกำไร ) ตอนนี้ นายห้างก็ ซี้.คือ มรณัง คัจฉามิ ไปแล้ว เหลือแต่ตำราให้เราเอามาใช้นี่แหละ

                                    แต่ตำรา 2 เล่ม ไม่ ‘ค่อย’ เหมือนกัน

                                    พอเราถาม (ตอนอยู่.) ก็ตอบเราหน้าตายเลย

“เล่มมีวันหยุด 68 วัน ละเอียดกว่า

เล่ม 58 วัน ย่อลงเฉพาะที่สำคัญ ค่ากระดาษ คำพิมพ์ แพง

แจกฟรี แล้วยังจะถามอีก รู้ๆแค่นั้นก็พอ”

            รู้แล้วนะ เข้าใจตรงกันนะ

            ฉะนั้นเราก็ใช้ทั้งสองเล่มมาเทียบกัน เลือกความที่ดีที่สุด มาเล่าสู่กันฟัง ใครไปอินเดียจะได้พอรู้บ้างว่าคนอินเดียเขามีงานอะไร

                                    โดยเฉพาะ งานกุมภาเมลา.

ที่มีคนในพาราณสี. นับแสน ครั้งที่แล้วเป็นล้าน

มีฤษี. ไปชุมนุมกันมากที่สุด (ยังไงๆก็ต้องเล่าฤา. มิใช่ เพราะฤาษีนุ่งลมห่มฟ้าเป็นแสนมารวมกัน)

            ในช่วงเทศกาลศิศระ เขาขึ้นต้นด้วย

ภิษมะ อัศตะมิ (BHISHMA ASHTAMI)

ตรงกับวันขึ้น 8 ค่ำ แห่งเดือน มารฆะ คือ เดือน มกราคม – กุมภาพันธ์

ค่อยๆอ่านทีละน้อยนะ เขียนยาวก็ไม่อ่าน อ่านทีละนิดสนุกดี อ่านแล้วจะเข้าใจ ทำไมอินเดียมีเทศกาลมาก.

วิม-ลา.

0