Your address will show here +12 34 56 78

.
..เม็ดใน สอดใส่ สิ่งอิทธิ
แรงฤทธิ์ ใช้ได้ ดังประสงค์
แล้วปลุกเสก เสน่หา พางวยงงไง
ปิดทองทับ ให้เจตน์จง ทรัพย์นำมา..
.
หลายท่านคงทราบแล้วว่า ขณะนี้ล้านนาเทวาลัย เปิดบูชาเครื่องรางทางล้านนา อันได้แก่ แมลงภู่คำ และ กะลาสลักตราพระราหู สุริยปภา คู่ จันทรปภา
.
สำหรับการจัดสร้างแมลงภู่คำนั้น เริ่มปู่จารย์จากไทใหญ่ ได้ชมงานสมโภชงานพระธาตุแช่แห้งครบ 666 ปี ที่จังหวัดน่าน เกิดความเลื่อมใส จึงกล่าวว่าจะแกะแมลงภู่ให้เป็นพิเศษ แมลงภู่จากสำนักนี้ จะเป็นไม้ดุมเกวียนเก่า แกะทั้งตัวฝีมือประณีต
บรรจุอาคม เขย่าดังคล้ายพระกริ่ง (ไม้ดุมเกวียนต้องเลือกไม้ไม่ใช่ทั้งหมดจะได้ใช้) พร้อมปิดทอง
.
ดังนั้นแมลงภู่คำ ที่ท่านได้ชมนี้ ‘เป็นไม้แกะด้วยมือ’ จากปู่จารย์ชาวไทยใหญ่จริง มิใช่ใครก็สามารถแกะได้….สิ่งสำคัญคนแกะต้องมีขันครู จัดสร้างตามขนบโบราณ มิใช่รังสรรค์ตามจินตนา…..รวมถึงการดูฤกษ์ยามในการลงมือแกะ อย่างที่หลายท่านทราบ ใช้เวลาร่วม 6 เดือนกว่าจะได้มา ใช้ไม้เก่า ให้ถูกต้องตามตำรับ ไม่ใช่ใช้เครื่องกลึง ตลอดต้องเจาะประจุเม็ดปรอทลงอาคม
.
….ต้องแกะ “ทั้งตัว” มีขาครบ ไม่ใช่มีแต่ปีก แล้วทำตัวตัน
ที่สำคัญ “จะใส่เครื่องรางยังไง”
ความสำคัญอยู่ที่ “เครื่องราง” จ้ะ ไม่ใช่แค่ตัวแมงภู่….
.
แมลงภู่ไม้ดุมเกวียน (เก่า) สร้างตามขนบไทใหญ่ จาก ‘ตำรา 5 ปะ’
ปะตง รูปแมลงภู่
ปะตา ปรอท
ปะต๊อก ไม้ประดู่แดง
ปะตอง นมล้อ,ดุมล้อ
ประตู่ ไม้มะเขือบ้า (ลำโพง)
.
….ตัวแมลงภู่จะแกะจากไม้ดุมเกวียน (เก่า) ที่ผู้แกะจะเลือกเอง
ไม้เก่าน้ำหนักจะเบา ถ้าไม้สดน้ำหนักจะมาก
ปะตง การแกะต้อง ‘เป็นตัว’ คือมีขาครบ ปีกจะมีลายปีก พูดง่ายๆต้องเป็น ‘ตัว’
และ ‘ปลอดโปร่ง’ คือมีช่องสอดด้ายคล้องคอ (ถือกันว่า ทำอะไรจะปลอดโปร่งทุกอย่าง)
.
…..ปรอท ที่บอก คือ ปรอทธรรมชาติ ที่ช้อนจากแอ่งน้ำเน่า ‘จารย์จะเก็บไว้ทำ’ ของวิเศษ สกัดพิษออกหมดแล้ว ….
ฉะนั้นแมลงภู่ครบตามตำรา 5 ปะ ต้องเขย่าดังแบบเดียวกับพระกริ่ง
.
อนึ่ง แมลงภู่คำนั้น ถือกันว่าเป็นเครื่องรางสำหรับเสน่หา หากคล้องคอไว้ นอกจากป้องกันภัยอาคม จะช่วยเสริมดวงเรื่องของการค้าขายหมาน ลูกค้ารักและสนับสนุน การติดต่อสื่อสาร การอุปถัมภ์จากผู้ใหญ่ การได้รับพลังเมตตา ให้พบกับความสำเร็จทางการงานและครอบครัว
.
สำหรับ “กะลาสลักตราพระราหู สุริยปภา คู่ จันทรปภา”
จะมีการกล่าวถึงในบทความต่อไป
.
อ้างอิงจากบทความของคุณยาย ดังนี้
http://bit.ly/2nkZzpM
http://bit.ly/2o9R14U
http://bit.ly/2mwg6qx
.
หากท่านใดต้องการเข้าร่วมงานพิธีปลุกเสก ติดตามอ่านรายละเอียด กำหนดการของงาน ที่
http://bit.ly/2mteWMn
ขอบคุณค่ะ
0

article

ปีเก่ากำลังจะผ่านไป และเรามักจะปลอบใจกันเองว่า ให้อดีตมันผ่านๆไปเถอะ ปีหน้ามันจะดีขึ้น เราปลอบตัวเอง ปลอบกันและกันมาหลายปี หากเรามักจะไม่คิดว่า

ประวัติศาสตร์ อดีต สอนอะไรเรา
เราไม่อ่านประสบการณ์ให้เป็นบทเรียนที่รู้ว่า.. อะไรไม่ควรทำซ้ำ
และเราควรรู้ว่า สิ่งไม่ควรทำซ้ำมีมากมาย ‘อะไร’ ที่ผิดพลาดไปแล้ว

ตอนนี้ ‘นัก’ อะไรต่อมิอะไร ออกมาบอกว่า.. เศรษฐกิจจะดีขึ้นน่า.. และประโยคต่อไป

ปีนี้แล้งจัด.. แค่นี้ก็พอนึกออก สงครามแย่งน้ำจะตามมา ตอนนี้เราก็ได้ยินประปรายในประเทศ
สงครามเศรษฐกิจระหว่างขั้วอำนาจของโลก ยังไม่ลดราวาศอกกัน อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป

และตื่นเต้นกันกับ ‘ปัญญาประดิษฐ์’ เคยเล่าแล้วว่า คำพยากรณ์แต่โบราณคือ

… คนรุ่นต่อไป จะพูดคนเดียว ร้องไห้หัวเราะคนเดียว
ถนน และคลอง จะขึ้นข้าง ลงข้าง
เกวียน จะไม่มีวัว – ควายลาก วิ่งได้เอง
จะมีเรือเหล็ก บนฟ้า และในน้ำ
มีลูกไฟระเบิดในอากาศ

คำพยากรณ์เช่นนี้มีมากมาย ที่คนอ่านจะพิศวง กับ.. หัวเราะ แล้วไงล่ะ ถ้าอยากฟังคำพยากรณ์ต่อ

พาหนะไม่ต้องขับ ขึ้นนั่ง กดปุ่ม ตั้งเวลา ถึงที่ตรงตามกำหนด
(มีแล้ว ต่อไปจะเป็นทั้งถนน)

คนรับใช้ในบ้าน พี่เลี้ยงเด็ก นางพยาบาล งานบริการจะมี แอนดรอยด์ เหมือนคน ทำหน้าที่ครบถ้วนหมด ไม่ต้องอ้อนวอนหา ‘แม่บ้าน คนเลี้ยงลูก’

แพทย์ผ่าตัด จะ ‘ขมังเวท’ ผ่าได้แม่นยำ เพราะเป็น แพทย์ปัญญาประดิษฐ์

นักบิน.. ก็ตั้งโปรแกรมได้ ไม่ต้องแย่งตัวนักบินและแอร์โฮสเตส

มนุษย์ ร่างกายส่วนหนึ่งถูกแทนที่ด้วย อวัยวะประดิษฐ์
มนุษย์.. ใช่แต่กำหนด เพศ ของลูกได้
มนุษย์.. เลือกลูกได้ด้วยซ้ำ จะให้เป็น อะไรในอนาคต

ซึ่งเดี๋ยวนี้มนุษย์ก็ทำได้ แรงงานมนุษย์จะน้อยลง โรงงาน บริษัท แม้แต่ ฟาร์ม แรงงานประดิษฐ์จะเข้ามาแทนที่
โรงงานใช้ คอมพ์ มากกว่าคน

ฟาร์ม ใช้ปัญญาประดิษฐ์ ตั้งแต่ไถ โดรน ใช้งานแทบถูกอย่างในนา

เจ้าของฟาร์ม ดูแค่ ‘ปัญญาประดิษฐ์’ ที่ตั้งโปรแกรมไว้เท่านั้น
มนุษย์แรงงาน ที่ไร้ทักษะ จะไปอยู่ตรงไหน มนุษย์สไตร์ด แต่แรงงานประดิษฐ์ไม่ทำ และทำได้ครบตามโปรแกรมถูกต้องดีกว่า

สงครามก็เถอะน่า แค่ กดปุ่ม ไม่ต้องใช้ทหารเกณฑ์หรอก

อยากรู้อีกไหม
เรา/.
เผยแพร่เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2563
0

article
เคยเล่าแล้ว ธรรมยังมีคู่ เช่น สุข – ทุกข์ ชาตะ – มรณะ (มตะ) ฉะนั้นการ เกิด – ดับ ก็คู่กันอีก หากคน ‘หมัยใหม่’ เล่าเรื่องแบบนี้ มักหัวเราะ ตีตราทันที ‘งมงาย’ ต้องใช้วิจารณญาณ

เห็นหรือยัง ขนาดไวรัส มันยัง วัฒนะ จนทำให้มนุษย์ (ตัวโตๆ) หายนะได้เลย

และเราก็บอก (ไม่รู้กี่ครั้ง) เราทำร้ายธรรมชาติ เขาจะกลับมาทำร้ายเราบ้าง ทุกวิกฤตการณ์กำลังเกิดแทบจะพร้อมกัน (ลองนั่งลำดับเอาเอง)

ละอองหมอกพิษลงก่อน
เราบอกว่า ..คนโบราณเขาเรียก ธุมเกตุ
ธุม เป็นคำบาลี แปลว่า ควัน
ธุมเกตุ คือ หมอกควันในอากาศผิดธรรมดา
ถ้า ธุมเพลิง คือ แสงสว่างคล้ายๆ ไฟไหม้ไกลๆ ผิดธรรมดา

คนโบราณรุ่นคุณยายสอนว่า ..ถ้าเกิดธุมเกตุ จะมีเหตุร้ายในแผ่นดิน ถ้าเกิดธุมเพลิง จะมีศึกมาติดเมือง… เราจำ แต่ก็ไม่สนใจ จนตื่นเช้า ยืนมองที่ระเบียงนอกห้องนอน

..หมอกลง ..ไม่ใช่ มันคล้ายควันขาวๆ ทึบๆ …
แล้วละออง 2.5 ก็มา โรคร้ายราวควัน ธุมเกตุก็มา และทางโหร ท่านยังบอกว่า

ปี 63 จะมีสุริยคราส –จันทร์คราส 6 ครั้ง
(แต่ละปีมีมากที่สุด 3 ครั้ง ปีนี้มีคูณสองเลย เหตุร้ายปีนี้ ขนาดคูณสองทั้งนั้น)

และก็บอก (แล้ว) ใครมีคุณตาราหู บูชาเสียบ้างนะ เพราะทั้ง มฤตยู กุมลัคนาดวงเมือง 7ปี เลข (0) และเสาร์ เลข (7) เข้ามังกร ตั้งฉากกับดวงเมือง

คือ 0 กับ 7 ตั้งฉากกันไง
(เสาร์ดาวทุกข์ยาก ยังมาต้องมฤตยู เจ้าแห่งมรณะ เปลี่ยนแปลง)
คุณตาราหูของเรายังมาเขย่า และขย่มแถมให้อีกดวงใน ราศี พฤษภ

ในตราราหูที่คุณเธอได้ไปน่ะ ห้อยคอไว้บ้าง เพราะด้านหลังตรา มียันตร์สุริยประภา กับจันทรประภา ถ้าใช้ประกบกัน(ของคุณยายจะให้เขาลงภาพให้ดู) ฉะนั้นจะจันทรคราส หรือ สุริยคราส

หนูมียันตร์แล้วเจ้าค่ะ คุณตา

ให้เอาไปป้องกันตัว ไม่ใช่เก็บไว้ดูเล่น โปรดเถอะ ออเจ้า! ปี 63 ตลอดปี คล้องคอไว้นะ จะได้ตลอดรอดปี

ดูข่าว ที.วี. เหอะ ฆ่ากันตายมั่ง
แถมผูกคอตายเฉยเลยก็มี
คุณยายยังคล้องคอเลย (ไม่กลัวตาย แต่ยังไม่อยากตายจ้ะ รอลูกหนี้ให้มีใช้เงินก่อน)

उมยันติ่
0

article

พอเล่า วัน ขึ้น – แรม เดือนที่จะทำพิธีครบ ปัญหาก็ตามมาทันที เพราะบอกแต่แรกแล้วว่า วันถือพรต. แบบเดิม 68 วัน ต่อมาลดลงเหลือ 58 วัน แล้วก็ 54 (เหมือนสงกรานต์จะให้หยุดติดต่อกัน 9. วัน  คงจะให้ทำแบบ นวราตรี ของโบสถ์พระศรีอุมาเทวี ที่มี 9. วัน.) แต่วันหยุด  หรือวันถือพรต. น้อยลงมาก ไปหาปฏิทินของโบสถ์วัดแขก สีลม. ดูเอาเอง

ที่ว่า ‘มีปัญหา’ คือ

จะเริ่มตั้งแต่เดือน ไชตร หรือ ไจตร. ไทยเรียก จิตรา เดือนห้า.

แบบอินเดียดี. หรือเดือน อ้าย ยี่ ก็เป็นแบบไทยโบราณ

กับแบบฝรั่ง คือ มกรา – กุมภา.

ปัญหาคือ จะไม่ทันวันถือพรตสำคัญๆ ที่คนไทยติดตามกัน

แล้วก็ตัดสินใจ เลือกเล่าจากฤดู ศศิระ (ฤดูลมหนาว.) เพราะเป็นฤดู เดือนมกรา (ปลายเดือน.) จนกุมภา. ทางอินเดีย เดือน มารฆะ จนเดือน ผลคุณ บางแห่งเขียน ไภคุณ เพราะอินเดียก็แบบเดียวกับไทย แต่ละรัฐออกเสียงไม่เหมือนกัน (รัฐโอริสสา. มีจริงน่า.)

            เชียงใหม่กับลำปาง ห่างกัน 90 กิโล

            การออกเสียง ภาษาถิ่นยังไม่เหมือนกันเลย

และชื่อพิธีกรรม ลอกมาจากอินเดีย ออกเสียงก็ไม่แน่ใจ ยิ่งเขียนยิ่งแย่ใหญ่ คำใดที่ค้นและคว้าจากสันสกฤตได้ ก็จะคว้ามาก่อน ถ้าพบภายหลังจะทำบันทึก ท้ายเล่มให้

ตอนนี้ อ่านๆไปก่อนนะ เข้าใจกันแล้วนะ

เพราะ ‘นายห้าง’ เพื่อนซี้กัน พอจะถามไถ่ 

ก็ไปเฝ้าพระผู้เป็นเจ้าเสียแล้ว

เจ้าเพื่อนที่เป็นฮินดู ก็อยู่กรุงเทพฯ

รวมความว่า จะใช้ เวิบส์ ทู เดา ไว้ก่อน

            ศศิระ (ลมหนาว) ก่อนจะเล่าถึงพิธีกรรมในฤดูนี้ ควรจะเล่าเสียก่อนว่า ฮินดูมี สํสฺการ (สังสการ.) คือพิธีอันจำเป็นอย่างยิ่ง ตั้งแต่ตั้งครรภ์จน วิวาหะ (สังสการ คือ ทำให้บริสุทธิ์, ชำระให้บริสุทธิ์ จึงใช้ในคำ หมายถึง เผาศพ. ด้วยก็ได้,เผาด้วยไม้หอม น้ำมันหอม ไม่ใช่..ปิ้ง..ย่าง.. ด้วยแก๊สหรือไฟฟ้า ไม่งั้นวิญญาณจะไปเกาะติดกับสายไฟฟ้า ไม่ลอยตามควัน.ขึ้นสวรรค์ ที่พาราณสี จึงเผาศพด้วยฟืนมา 4. พันปี จนบัดนี้ เตาเผาศพด้วยไฟฟ้า ใช้สำหรับผู้ไม่มีเงินจะซื้อฟืนไม้แพงมากเพราะหายากขึ้นทุกปี ก็เนื่องจาก ใช้ฟืนมา 4. พันปีละมัง)

การ สํสฺการ : –  เริ่มด้วยการตั้งครรถ์ ครฺภาธานํ’ พอรู้ว่าตั้งครรภ์ต้องทำ ยัญ. หรือ การบูชา (ไม่ใช่ฆ่าสัตว์) จากนั้นพอ ‘เป็นตัว’ เรียกว่ามี ปราณ หรือ ศักติ เรียก ปุสวนิ’  ก็ทำยัญ บูชา อีก (ไม่ได้บูชาลูก หากบูชาเทพยดาให้คุ้มครองลูก.) พอตั้งครรภ์ เดือนที่สี่ หก แปด ก็ทำพิธี ‘สีมนฺโตพฺนยนํ’ คือ เดือนที่ 4-5-6 มักจะคลอดก่อนกำหนด และมีมากเดือน 7-8 ก็จะคลอดเด็กจะอ่อนแอ ต้องทำพิธีช่วยละ

                                    พอคลอดก่อนตัดสายสะดือ

ต้องใช้ช้อน ‘ทองครรม’ (ทองคำ)

ใส่เนยใส แตะริมฝีปากเด็ก ‘ชาตกรฺมฺม’

            การตัดสายสะดือ คือการตัดสายใยทิพย์ จึงป้อนเนยใส่ถวายเทพก่อน จากนั้นในวันที่ 10-12 จะตั้งนามเด็ก หรือวันที่ ร้อยเอ็ด. ก็ได้ ต้องทำพิธี ‘นามกรณํ’ ต่อไปคือ พิธี ‘นิกฺรมณํ’ คือการอุ้มทารก ไปดูพระจันทร์ ในเวลาขึ้นสามค่ำ เดือนสาม (วันตริติยะ เดือนมาฆะ) หรือดูพระอาทิตย์ (ยามเช้า ไม่ใช่เที่ยง) ในเดือนสาม หรือเดือนสี่

                        พอทารกอายุ 6 – 8 ป้อนข้าวได้ ต้องทำพิธี อนฺนปฺราศนํ (หรือจะตอนฟันขึ้นก็ได้)

                        พอทารกอายุ 2 – 3 ขวบ ทำพิธีตัดจุก เรียก จุฑาการยํ

                        อายุ 5 ขวบ ทำพิธี คาดสายมงคล (ถ้าเป็นพราหมณ์เรียกสาย ยัชโญปวีต. แสดงวรรณ  : สวมจากซ้ายไปขวา บางทีเรียก สายธุรำ. ) คือพิธี อุปนยนํ

พออายุ 5 – 8 บางคนถูกจับคู่ไว้แต่เด็ก หากพออายุ 16-18 จะทำพิธี ‘วิวาห’ (วิวาหะ คือ ฝ่ายชายไปอยู่บ้านฝ่ายหญิง ถ้า อาวาหะ =  หญิงไปอยู่บ้านฝ่ายชาย การไปอยู่ อพาร์ทเมนต์. ยังหาศัพท์ไม่พบ จะมีอีกคำ คือ วิวาเหาะ)

แค่ทำยัญญะ 10ครั้ง ก็หมดทรัพย์แล้ว

จะเล่าต่อว่า จะมีพิธีกรรม ปีละ 68 – 54 ครั้ง

ควรทำอะไรบ้าง

สนุกจะแย่

ทมยันตี/.
उมยันติ่

0

article

จากเดือนทาง จันทรคติ ก็ต้องรู้ ขึ้น – แรมก่อน บอกแล้ว งานถือพรต ไม่ใช่แค่สวดมนตร์บวงสรวง กราบไหว้บูชา

ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ การท่องบ่นพระนามพระผู้เป็นเจ้า

(วันศิวาราตรี ต้องท่องทุกพระนาม และถือศีลอด. ไม่ดื่มแม้แต่น้ำ.)

แล้วจะบอกเล่าถึงพระนามสำคัญๆที่รู้จักกัน เพราะมีประมาณ 240 พระนาม

การสวดครบ 240 พระนาม เรียก มนตร์ นามวลี บูชา

(ถ้าจะสวดให้ครบ ก็จะเขียนให้ครบ.)

การสวด นามวลี บูชา  กับการอดอาหาร จะทำให้มีสมาธิสูงสุด และการถือศีลอดก็ต้องตรงตามวันเวลา ขึ้น – แรม แห่งพระจันทร์ การถือ พรต. ก็ควรทราบรายละเอียด และพิธีการ. (ถ้าไม่เบื่ออ่านจะเล่า.)

                        ข้างขึ้น – แรม. ทางภาษาสันสกฤต

วันขึ้น – แรม                    1. ค่ำ  วัน ประติปัท            (PRATIPADA.)    เฉพาะ แรม 1. ค่ำ กฤษณะ ปักษะ

วันขึ้น – แรม                    2. ค่ำ  วัน ทวิติยะ              (DVITIYA.)

วันขึ้น – แรม                    3. ค่ำ  วัน ตริติยะ              (TRITIYA.)

วันขึ้น – แรม                    4. ค่ำ  วัน จตุรธิ                (CHATURTAI.)

วันขึ้น – แรม                    5. ค่ำ  วัน ปัญจมี              (PANCHAMI.)

วันขึ้น – แรม                    6. ค่ำ  วัน ศัศติ                 (SHASHTI.)

วันขึ้น – แรม                    7. ค่ำ  วัน สัปตะมิ             (SAPTAMI.)

วันขึ้น – แรม                    8. ค่ำ  วัน อัษตะมิ             (ASHIMI.)          ทางไทยเรียก อัฐมิ หรือ อัฐมี

วันขึ้น – แรม                    9. ค่ำ  วัน นะวะมิ              (NAVAMI.)

วันขึ้น – แรม                    10. ค่ำ  วัน ทัศมิ               (DASAMI.)

วันขึ้น – แรม                    11. ค่ำ  วัน เอกทะษิ           (EKADASI.)

วันขึ้น – แรม                    12. ค่ำ  วัน  ทวัทษิ             (DVADASI.)

วันขึ้น – แรม                    13. ค่ำ  วัน ตระโยทะษิ       (TRAYODASI.)    วันแรม 13 ค่ำ เรียกวัน ตริตะละยา

วันขึ้น – แรม                    14. ค่ำ  วัน จตุรทษิ            (CHATURADASI.)

วัน ขึ้น    15. ค่ำ  (วันเพ็ญ)  วันปุรินิมา ทางไทยเรียก ปุณณมี

วัน แรม   15. ค่ำ  วัน อัมวัสยะ ทางไทยเรียก อมาวสี

วันเพ็ญเดือน 12 วันลอยกระทง เรียก วัน เกามุทีมโหตสวะ

เกามุที = โกมุท = ดอกบัวแดง (บัวหลวง.)

(คำว่าบัวมีหลายชนิด ชื่อต่างกัน.)

มหต = ใหญ่ โต (มห + ต.)

สว = รูป.

 

ทมยันตี/.

0

article

        ตามคัมภีร์ ปุราณวิษณุ. จารึกว่า พระพรหมทรงสร้างพระจันทร์. ขึ้นมา (ต่อไปค่อยเล่ารายละเอียดว่าพระพรหม. มีกี่องค์) พระจันทร์จะเป็นเทพเจ้าของดวงดาว และโสม สมุนไพรทั้งหมด ทางไทยเวลาปลูกว่านเก็บสมุนไพรจะมีฤกษ์ทางจันทร์คติเช่นกัน. (ส่วนใหญ่เก็บกลางคืน สองยาม และเช้ามืด ราก ต้น ดอก ใบ เก็บคนละเวลา)

            การบวงสรวงของนักพรต จึงมักใช้ 15 วัน ตามระยะเวลาของพระจันทร์ 12 เดือน แห่ง จันทรคติ มีเพียง 354 วันแห่งสุริยคติ ดังนั้นจึงเกิด อทิกมาส ขึ้นนอกเหนือจากเดือนเหล่านี้อีก ทุกๆ 30 เดือนจันทรคติ (เพราะ 1 เดือนทางจันทรคติเท่ากับ 29.5. วันทาง สุริยคติ)

            เดือน อธิกวาร. จะเกิดขึ้นเสมอภายหลังเดือน อัษฐะ (ทางไทย คือ อาสาฬหะ) หรือเดือน ศรวัน. (ทางไทยคือ สาวนะ) ทางไทยจะได้ยิน คุณยายเรียก เดือน 8 สองแปด

ทางฮินดู จะเรียก ทวิติยะ อัษฐะ

หรือ      ทวิติยะ    ศรวัน. (ศะ–ระ–วัน.)

         วันปีใหม่ในลัทธิฮินดู อยู่ในเดือน ไชตร หรือ ไจตร. หรือเดือนห้า ซึ่งทางไทยเรา (ให้แบบอย่างจากพม่า นับสงกรานต์ คือพระอาทิตย์ขึ้นจุดสูงสุดในราศี เมษเดิมเรานับเดือน อ้าย …ยี่ ฯลฯ.)

                                                ชื่อเดือนทางฮินดู – ไทย.

เดือน ไชตร (ใจตระ)   CHAITRA          จิตรา.      5        อยู่ระหว่างเดือน มีนาคม – เมษายน.

เดือน วิสาขะ           VISAKHA.      วิสาขะ      6      อยู่ระหว่างเดือน เมษายน – พฤษภาคม

เดือน ชเยษฐะ          JYASHTHA.     เชษฐา      7       อยู่ระหว่างเดือน พฤษภา – มิถุนายน.

เดือน อัษฐะ             ASHTHA.            อาสาฬหะ 8      อยู่ระหว่างเดือน มิถุนายน –กรกฎาคม.

เดือน ศรวัน          SHARAVANA   สาวนะ      9       อยู่ระหว่างเดือน กรกฎาคม- สิงหาคม.

เดือน ภัทรปัท        BHARPADA     โปฐปทา 10       อยู่ระหว่างเดือน สิงหาคม – กันยายน.

เดือน อัศวิน            ASHAVINA.      อัศวินี      11      อยู่ระหว่างเดือน กันยายน- ตุลาคม.

เดือน กรรติ          KARRATIKA.         กฤตติกา 12.       อยู่ระหว่างเดือน ตุลาคม- พฤศจิกายน.

เดือน มาร์คศรีสะ MARGASHIRASA. มฤคศิระ อ้าย (1) อยู่ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม.

เดือน ปุสะ          PAUSA.                 ปุษยะ    ยี่    (2.) อยู่ระหว่างเดือน ธันวาคม- มกราคม.

เดือน มาฆะ           MARGHA.             มาฆะ   สาม        อยู่ระหว่างเดือน มกราคม – กุมภาพันธ์

เดือน ไภคุณ        PHAL GUNA.          ผัคคคุณ  สี่          อยู่ระหว่างเดือน กุมภาพันธ์-มีนาคม.

ชื่อเดือนแบบไทยๆ เราลืมกันหมดแล้ว ไปเรียกตามฝรั่ง  ฉะนั้นจึงเขียนไว้ให้ ‘พอรู้ไว้บ้าง.’ แต่ที่ว่า ไทย. ก็เลียนแบบฮินดูอีก เพราะไทยนับถือเทพแบบฮินดู ที่เข้ามาก่อนพุทธ.

                                    แต่เทพของไทยก็มี

หากพอเทพฮินดูเข้ามาเลยปนกันหมด (มั่ว)

ตอนเล่าถึงเทพ จะแยกให้พอรู้

ตอนนี้เรายังมี เซนต์วาเลนไทน์ สารพัด เซนต์ เข้ามาได้หน้าตาเฉย

แล้วก็มี ฮก ลกซิ่ว เจ้าแม่กวนอิม เจ้าแม่ทับทิม โดยไม่แปลกเลย.

สาธุ – เจริญพร

0

article

ปกิณกะ 1.

นิสัยช่างเล่าและช่างเขียน ทำให้เล่าอะไรในเฟส. แล้ว ก็ห่วงว่า จะไม่เข้าใจ โดยเฉพาะยามรัวลิ้น ตามภาษาดั้งเดิม ทั้งๆพยายามออกเสียงให้เข้ากับภาษาไทยแล้ว

ตอนเล่าเรื่อง ศิวาราตรีที่จริงทางอินเดีย. เรียก  Maha Shiva Ratri ออกเสียง  มฮ ชิวา ราตริ และเล่าว่า วันหยุดทางศาสนา เดิม (ที่เรานับได้.) มี 68 วัน ตอนหลังลดลงมานับได้ 58 วัน แต่ในปฏิทินของวัดแขกสีลมจะบอกแค่วัน มหาเทพ มหาอุมาเทวี ที่เรียกกันว่า วัน นวราตรี ที่มีพิธีบูชา 9 วัน (ที่เราใช้คำ ปูชา ออกเสียงจะเป็น บูชา มากกว่า.)

ปีนี้วันแห่ประจำปีคือ วันจันทร์ ที่ 26 ตุลาคม 63.

            ฉะนั้นคิดว่า น่าจะเล่าเทศกาลย่อๆ แต่ละเทศกาลให้ฟัง แต่ต้องเริ่มทำความเข้าใจก่อนว่า วัน เดือน ฤดูกาล ไม่เหมือนทางไทย โดยเฉพาะการทำพิธีกรรม ทุกชาติมักจะใช้ จันทรคติ ขึ้น – แรม (ชาติอื่นๆก็มีพิธีกรรม อาจจะเขียนต่อไปอีก.) อย่างประเทศไทย เดือน 12 ของเรา มักตกราว เดือน พฤศจิกายน พอธันวา ก็ขึ้น อ้าย ยี่ ถ้าขยันจะเขียนเรื่อยๆ (และถ้ามีคนอ่านด้วย)

            ฤดูกาลของชาวฮินดู มี 6 ฤดูกาล โดยใช้ 2 เดือนต่อฤดู (ไทยมีแค่ 3 ฤดู. ตอนนี้วันเดียวมี 3 ฤดู.)

            เวลาทาง จันทรคติ เรียก ‘ตีธิ’ (TITHI) ไทยเรียก ดิถี วันทางจันทรคติ 1. เดือน คือ 29.5 วันของทางสุริยคติ วันขึ้น 1. ค่ำ จึงเป็นวันเริ่มต้นแห่งพระจันทร์ ส่วนวันแรม 1. ค่ำ ถือเป็นวันสิ้นสุดแห่งพระจันทร์เต็มดวง (กฤษณะ ปักษะ)

ฤดูกาล

ฤดูวสันตะ (VASANTA) ฤดูไม้ผลิ          ระหว่างเดือน มีนาคม – พฤษภาคม

ฤดูฆริษะมะ (GRISHMA) ฤดูร้อน         ระหว่างเดือน พฤษภาคม – กรกฎาคม

ฤดูวรษะ (VARSHA) ฤดูฝน                 ระหว่างเดือน กรกฎาคม – กันยายน

ฤดูศรัท (SHARAY) ฤดูใบไม้ร่วง           ระหว่างเดือน กันยายน – พฤศจิกายน

ฤดูเหมันตะ (HEMANTA) ฤดูหนาว       ระหว่างเดือน พฤศจิกายน – มกราคม

ฤดูศศิระ (SISHIRA) ฤดูลมหนาว         ระหว่างเดือน มกราคม – มีนาคม

หากทางประเทศไทย มี 3 ฤดู คือ       

คิมหันต์ ฤดูร้อน

วสันต์ ฤดูฝน

เหมันต์ ฤดูหนาว

หมายเหตุ : วรษะ คือ วรรษา หรือ พรรษา

กับวัน ครีษมายัน อินเดียเรียก สันกรันติ พระอาทิตย์ไปถึงจุดสูงสุดทางเหนือ อยู่ไกลสุดจากเส้นศูนย์-สูตร (ราว 21 – 22 มิถุนา )

เหมายัน (เห – มา.) พระอาทิตย์ไปถึงจุดสูงสุดทางใต้ (ราว 22 ธันวา.)

วิษุวัต คือวันที่ กลางวันกับกลางคืนเท่ากัน ถ้า 21 มีนา. เรียก วสันต์วิษุวัต

ถ้า 23 กันยา เรียก ศารท วิษุวัต

เรา/.

0

article
เราหายตัวไปอีก มิใช่มีคาถาหายตัวหรอก หากไปงานหนังสือที่เชียงราย แล้วก็ล่อง (หน) ไปน่าน ไปทำงานน่า ไม่ได้หนีไปเที่ยวหรอก แต่น่าแปลกตอนนี้ คนรุ่นเจนใหม่ เริ่มหันมาสนใจ เรื่องเก่าเล่าไว้-กับ ‘คาถา’ ที่เขียนไปสนุกๆ เพราะเคยจำจากคุณยาย (คุณนายไข่มุก ตียัน ไม่ว่าคาถา) คนโบราณสวดมนตร์เก่ง และมักจะสอนลูกหลาน
.
แม้ได้ตุ๊กตามา ก็จะ ‘เสก’ ตุ๊กตาให้เป็นเพื่อนเล่น ทำให้ไม่แปลกใจที่เห็น ‘ตุ๊กตาเทพ’ ของยุคใหม่ แต่คาถาที่ใช้มักจะ
.
พระพุทธคุณณัง ธรรมคุณนัง สังฆคุณนัง
.
คือจะทำอะไร ต้องอาศัย คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทั้งสิ้น ฉะนั้นสำหรับคนที่สวดมนต์เป็นประจำ จะจำง่าย บางบทเราก็ร้อง ‘ตะโกน’ ล้อคุณยาย
.
โอมละลวย มหาละลวย ใครเห็นใครซวย
.
ก็จะโดนตี ฐานนำพระคาถามาพูดเล่น เพราะมนต์มหาละลวย มักขึ้นต้นแบบนั้นทั้งสิ้นหากเป็น มหาหลง (หลง หนักกว่าละลวย)
.
พระคาถา มหาหลง ก็ขึ้นต้นแบบเดียวกัน คือ
โอมหลงมหาหลง สาระพัดที่จะหลง ฯลฯ
.
ก็อีก…พอคุณยายหาอะไรไม่เจอ เราก็จะตะโกน โอมมหาหลง นี้แหละ ล้อคุณยายมีสารพัดคาถา พอล้างหน้าก็มีบทหนึ่ง ล้างปากอีกบท ล้างตาก็มี คาถาไม่ให้หูตึงก็มี (แต่คุณยายหูตึงหน่อยๆ)
.
‘ท่องไปทำไมยาย ?’
“สติ การรำลึกถึงพระ ตลอดเวลา จะทำให้มีสติ สัมปชัญญะ แล้วจะมีปัญญาเอง”
.
ก็น่าจะถูกต้อง เพราะเวลาจะท่องคาถา จิตจะต้องตั้งมั่น มีสมาธิ จึงจำได้ทั้งหมด
.
“จิตเป็นสมาธิอย่างเดียวแหละ ใช้ได้หมด ข้อสำคัญต้องมั่นในศีลด้วย”
.
ถ้าศีลไม่ครบ สมาธิก็ไม่มั่น แค่ นโมพุทธายะ แล้ว ทวนกลับยะธาพุทโมนะ อย่างเดียวใช้ได้หมด
.
หากเราชอบ ‘คาถาแปลกๆ’ มากกว่า สนุกดีเวลาท่อง คนทั้งบ้านรู้ทั้งนั้นแหละเช่นตื่นแล้ว เราจะสีฟัน เพราะ….ต้องเสก…คือตะโก
.
โอม สีฟันกู (ต้องกู จะฉัน ไม่ได้ ไม่ขลัง)
เหมือนแสงทอง
ฟันกูสามสิบสอง (ถึงฟันหัก ไม่ครบ ก็ไม่ได้)
ต้องครบเหมือนยังดาวบนเคหา
สาระพัน อยู่มิได้
ตามกูมา โอม…. สวาโหม
.
ที่นั่งอยู่ไม่ได้ คือบริวารคุณหะ-มา ที่พอเราตื่น มันก็วิ่งพรู มากินข้าวเช้ากะเรา ไม่รู้มัน เม็ตตาเรา หรือเราเม็ตตามัน (คนโบราณเขาต้องออกเสียง เม็ตตาอย่างนี้แหละ)
.
อยากได้คาถาอะไร จะบอกให้
เรา/.
उมยันติ่
เผยแพร่เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2562
0

article
เมื่อเราจะเป็น ‘หมอขมังเวท’ (ต้องเขียน เวท. เพราะคัมภีร์ อาถรรพเวท เป็นคัมภีร์ท้ายสุดของ ไตรเพท คาดว่าจะหลังจากพุทธศาสนา ราว 700 ปี ) เราก็ต้องไปอ่าน Bible Satan (ต้องบอกอีกว่า ทางไทยเรียก ศรตาน คือ ตัวมาร ต่างกับ ปีศาจ) ทำให้เรารู้ว่า เราเข้าข่ายเป็น Wicce ได้ หากไปอยู่สมัย ศตวรรษที่ 17 – 18 คงจะโดน ‘ล่าแม่มด’ ไปแล้ว
.
การไปอ่านหนังสือ ประเภท ปีศาจวิทยา หรือ Encyclopedia Mythica ทำให้แปลกใจ และประเด็น
ไสยเวท ฝรั่งกับไทย เหมือนกันหลายประเด็น
.
ทางไทยเคยนับถือ เลข กับ พยัญชนะ เช่น ฦ ฦา ฤ ฤา ที่เราเลิกเขียนกันแล้วนั้น (เพราะออกเสียงไม่ถูก เลยเลิกเอาดื้อๆ เหมือนเราบอกว่า ฅน ต้องสะกดด้วย ฅอฅน. ไม่ใช่ คอ ควาย โบราณเขาจึงว่า ฅอ หยักๆ สักแต่ว่า คน แปลว่าเป็น..พวกไม่มีวัวปนเลย…เจ้าตัวโตมันสอนให้เรา ‘หล่า’ อย่างสุภาพ แปลเอาเอง)
.
คาถาขายของดี คือ ฦ ฦา ฤ ฤา นี่แหละ
เลยถามคุณยายว่า จะขายดีตรงไหน
คุณยายบอกว่า..อย่างเอ็งแหละ ท่องร้อยแปดจบ ก็ขายไม่ได้
.
ทางฝรั่งก็ถือตัวเลขเหมือนกัน ชาวแคลเดียนถอดรหัสของจักรวาลออกมาเป็น ตัวเลข และ พยัญชนะ โดย ถือว่า ระบบสุริยะ เริ่มเมื่อดวงอาทิตย์เข้าใกล้เส้นศูนย์สูตร ราวฤดูใบไม้ผลิ ตกในวันที่ 21 – 23 มีนาคม แล้วเคลื่อนตัวผ่าน จักรราศี จนครบ 12 ราศี ซึ่งตกราศีละ 30 องศา กินเวลา 1 ปี และแต่ละราศีมีดาวเจ้าเรือนครอง
.
ดาวทุกดวงจะส่งพลังออกมา (ชาวแคลเดียนรู้เหมือนๆ คนปัจจุบันรู้ว่า ดาวทุกดวงมีแรงโน้มถ่วง และ แรงส่งออก)
.
และได้แปลเป็น รหัสตัวเลขไว้
หากไม่เหมือนกับ โหราศาสตร์ของไทย
.
หมายเลขดาวของแคลเดียน อ่านพอรู้ก่อนนะ แล้วจะค่อยๆ เทียบต่อไป
0. คือดาวพลูโต มีอำนาจที่สุดในท้องฟ้า ครองเรือน พิจิก (พลูโต = ดาวพระยม)
1. หมายเลขประจำ ดวงอาทิตย์ ราศี สิงห์
2. ดวงจันทร์ ราศี กรกฏ
3. ดาวพฤหัส ราศี ธนู
4. ดาวยูเรนัส (มฤตยู) ราศี กุมภ์
5. ดาวพุธ ราศี เมถุน กับ กันย์
6. ดาวศุกร์ ราศี พฤษภ กับ ตุลย์
7. ดาวเนปจูน (เกตุ) ราศี มีน
8. ดาวเสาร์ ราศี มังกร
9. ดาวอังคาร ราศี เมษ
.
บอกแล้ว ชาวแคลเดียนให้ เลข. ไม่เหมือนที่เราคุ้นเคย และบอกว่า อิทธิพลดาวทุกดวงส่งออกมาในพลังแม่เหล็ก
.
อย่าง 0 พลูโต ที่ว่าว่างเปล่า
ถ้ามาใช้กับ 1 ที่เป็นแรง สุริย ตัวแทนแห่ง เหตุ ผู้สร้าง (พระอาทิตย์กำเนิดโลก)
ถ้า 1 เติมด้วย 0 มากเท่าใด จะได้อำนาจมหาศาลเท่านั้น
ถ้า 7 คือ กำลังของ จิตตานุภาพ
ถ้าเอา 1 ตามด้วย 0 กี่ตัวก็ตาม หารด้วย จิตตานุภาพ 7
จะได้เลข 142857.. 142857.. เป็นหมวดนี้เรื่อยไป (ลองดูนะ)
และถ้าบวก 142857 จะได้ 27 และ 2 + 7 = 9 (เนียะ เลข 9 จึงศักดิ์สิทธิ์ ไง)
.
ชาว แคลเดียน เค้าบอก เลข 9 คือตัวแทนของสรรพสิ่ง
คราวนี้ 9 x 1 = 9 , 9 x 2 = 18 , 1+8= 9 , 9 x 3 = 27 , 7 + 2 = 9 คูณเองต่อไปนะ
จน 9 x1 2 = 108 , 10 + 8 = 18 , 8 + 1 = 9 เห็นแมะเท่ากับ 9 อีก
.
และ 12 ราศีของโลก แต่ละราศีกินเวลา 2,160 ปี ลองบวกดูเอง (เท่ากับ 9 ใช่ไหม)
ถ้าครบ 12 ราศีจะเท่ากับ 25,920 ปีมนุษย์ บวกดูซิเท่ากับ 18 แล้ว 1 + 8 = 9
ถ้าครบ 12 ราศีเรียก Great Year เท่ากับ 1 ปีทิพย์ หรือ 1 ปีจักรวาล
.
เอกภพ คือ ทางช้างเผือกเราจะหมุนรอบตัวพอดี
แค่ปีของแคลเดียนก็สนุกแล้ว ต่อไปจะเล่าถึงพวก สุเมเรียน อีก รู้หรือเปล่า
.
ทำไมเราเป็น Wicce
คำนี้ภาษาโบราณแปลว่า นักพยากรณ์
และคำว่า shaman ก็แปลได้ว่า นักพยากรณ์ หมอผี
เราเคยถูกเรียกว่า เป็น ชามาน พิเธีย มาแล้ว จะเป็น Wicce (วิกซี) อีกก็ได้ (คล้ายๆ วิม – ลี นะ)
.
และเลขเหล่านี้ ยังมีแปลกๆ อีก
ศาสนาโซโรอัสเตอร์ บอกว่ามี ปีศาจ 3,333 ชนิด แบ่งเป็น 33 โขยง
(3+3+3+3 = 12 , 1+ 2 = 3 / 33 โขยง = 3 และ 3)
ใน Daemonum (1583) บอกว่า ปีศาจมี 666 โขยง แต่ละโขยงมี 6,666 ตน
(6+6+6 = 18 = 9 / 6+6+6+6 = 24 = 6 )
(9 = 3+3+3 , 6 = 3+3)
เลข 9 อันศักดิ์สิทธิ์ของแคลเดียน ก็ 3 + 3+ 3 นะ
ไทยเราก็ท่อง นโม ฯ 3 ครั้งด้วยไง เล่าต่อน่าอย่ากลัวจะไม่ได้อ่าน บันทึกของ Wicce
.
เวียนหัวไหม
เรา/
उมยันติ่
เผยแพร่เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2562
0

article
ถ้าใครเคยอ่านหนังสือ ของอาจารย์ วิลักษณ์ ศรีป่าซาง. หรือเคยเห็นแม้แต่ปก เรื่อง คง เข้ม ค่าม ขลัง จะเห็น ‘แมงภู่.’ ยอดเครื่องรางของชาวไทใหญ่ และบัดนี้เป็นที่นิยมและหายาก ของชาวล้านนา.
.
กับถ้าสังเกตเครื่องรางชาวไทใหญ่ ตั้งแต่เด็ก (โดยเฉพาะ) ทหารไทใหญ่ จะมีเชือกผูกแมงภู่. ติดคอทุกคน แบบคนไทยภาคกลางแขวนพระเครื่อง
.
คนไทใหญ่เชื่อว่า แมงภู่. เป็นเครื่องรางชั้นยอด
เวลามีภัย แมงภู่จะบินมาให้เห็น หรือส่งเสียงให้ทราบ (ดังหวู่ๆ โดยไม่เห็นตัว.) (ภาคกลางเชื่อเรื่อง ตุ๊กแก หรือ จิ้งจักทัก)
ในพิชัยสงคราม เชื่อเรื่อง นกบินตัดหน้าธงชัย เฉลิมพล. (ต่อไปคงเล่าเรื่องพิชัยสงคราม)
กับแมงภู่ใช้ทำอาคมได้
.
เช่นเรื่อง พระลอ ปู่จ้าวสมิงพราย เสกสลาเหินเป็นแมงภู่ ไปตกลงบนพานสลาพระลอ จนต้องมนตร์เสน่ห์เพื่อน-แพ
.
แต่กรรมวิธีการทำ แมงภู่ มิใช่ท่อนไม้อะไรก็ได้มาแกะสลักได้
ไม้ที่ใช้เฉพาะ ต้องเป็น ดุมเกวียนเก่า (หมอคนแกะจะเลือกเอง.) และ ‘ประจุ’ ปรอทสำเร็จ ประจุอาคมได้ทีละกี่ตัว
ฉะนั้นแต่ละปี ไม่ค่อยหลุดมือ ออกไปยังคนภายนอก (คนไทใหญ่จองหมด.)
.
นอกจากไม้ดุมเกวียนเก่า ที่มี อิทธิ ที่สุดคือ งาช้างที่เป็น งากำจัด คืองาที่ช้างงัดต้นไม้ หรือหิน หักออกเอง (กำจัดออก เพราะบางทีงายาวเกินไป ในสมัยโบราณที่ยังไม่ไล่ล่าช้างเช่นทุกวันนี้.)
.
อาจารย์วิลักษณ์มีแค่ 2 ชิ้น
ทนเราอ้อนวอนไม่ได้ แบ่งให้เรา 1. ชิ้น
จึงมีคู่เดียวอยู่บนคอ 2 คน (ไม่ให้ใครอ้อนวอนแน่.)
.
และเราก็บอกอาจารย์วิลักษณ์ว่า ไปอ้อนวอน ‘ปู่จารย์.’ ไทใหญ่.ทีได้ไหม ขอ ‘เผื่อแผ่’ มาบ้าง รออยู่หลายปี กว่า ‘ปู่จารย์ใหญ่.’ จะยอมเผื่อแผ่ และ ‘เสก’ ด้วย อาคมของไทใหญ่ ส่งต่อ..ต่อ.. ต่อมาให้ (หลายต่อกว่าจะถึงมือเรา)
.
นอกจากเสก ประจุของขลัง ยังปิดทองคำ (แท้) อร่ามมาด้วย
.
เรา/.
उมยันติ่
(ปู่จารย์ คือ อาจารย์ผู้เฒ่าจ้ะ บางท่านแค่ ‘หนุ่มใหญ่’ ยังไม่เข้าขั้น ‘รู้’ เลยก็มี)
0