Your address will show here +12 34 56 78
article

‘อะไรทำให้คุณ​ ไม่ใช่พุทธ’

เคยอ่านหนังสือ​เล่มนี้ไหม​ ของ​ ซองซาร์  จัมยัง​ เคียนเซ  ที่คุณ​ รวิวาร​ โฉมเฉลา​ แปล​ ท่านเป็นนักบวช​ ในนิกายวัชรยาน​ หากจะนิกายใดก็ตาม​ เรามีพระพุทธเจ้าองค์​เดียว​กัน​ คำสอนจากกระแสธรรมเดียวกัน​ ท่านกล่าวว่า​

‘ไม่พึง​เลื่อมใส​ บุคคลใด​ ยิ่งกว่าปัญญาญาณ

ที่มีอยู่ในคำสอนของบุคคล​นั้น’

ปัญญา​นั้นต้องมาจากจิตใจ​ อันประกอบด้วยความเห็นชอบ​ อันจะทำให้เราจะถือพุทธศาสนา​ คริสต์​ อิสลาม​ หรือจะอะไรก็ตาม​ ‘​ความเห็น​ชอบ’ หรือมโนคติถูก​ต้อง​ เราจะมี​พฤติกรรม​ถูก​ต้อง​ ฉนั้นจะนับถือ​ศาสนา​ใด​ ย่อมจะเป็น​คนดี

ลองไปหาอ่านดูเถอะ​ แล้วจะเข้า​ใจ​ ‘ตราธรรมทั้งสี่’​ ของท่าน

ชาวพุทธ​ในประเทศ​ไทย​ จะกล่าวถึง​ การเคลื่อนกงล้อแห่งธรรม​ ครั้งแรกเมื่อตรัสรู้​แล้ว​ คือ​ สัจธรรม​สี่​ หรือ​ อริยสัจ​ กับ​ ปฏิจจสมุปบาท​ (การเกิดขึ้นเพราะการอิงอาศัยกัน, หรือสภาพ​อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น)​ หากท่าน​ เคียนเซ​ ได้กล่าวถึง​ ‘​ตราธรรมทั้งสี่’​ คือ​

สิ่งอันประกอบด้วย​ ปัจจัย​ ทั้งหลายทั้งปวงไม่จริง​ (อนิจจัง)

ทุกข์​อารมณ์​ ทุกความรู้สึก​คือทุกข์​  (ทุกขัง)

สรรพสิ่ง​ปราศจาก​จากตัวตนที่เที่ยงแท้​  (อนัตตา)

นิพพาน​อยู่​เหนือ​ความคิด

ท่านบอกว่า​ อย่านำตราธรรม​ของท่านไปปะปนกับ​ อริ​ยสัจสี่​ (ทุกข์​ สมุทัย​ นิโรธ​ มรรค)​ ซึ่ง​กล่าวถึง​ทุกข์​ สาเหตุ​ และ​ การดับทุกข์​

ตราธรรม​ทั้งสี่​ จะครอบคลุม​กว่านั้น

หากเมื่อขึ้นเครื่อง​บิน​ และคนต่างชาติ​ ที่นั่งใกล้ๆ เห็นท่านครอง​จีวร​ ก็เลยถามถึง.. ‘ธรรม’.. ของท่าน (ท่านเคียนเซ​ เป็น​ชาวภูฏาน.)​ ท่านก็อธิบาย​ตราธรรมนี่แหละ​ จนจบก็ได้ยินเสียง​กรนจากผู้​ถาม​ (ท่านไม่ทราบ​ว่า​ เขาจะเข้​าใจถึงตอนไหน)​ หากชาวพุทธ​อย่างเรา​ จะเข้าใจใน​ อนิจจัง​ ทุก​ขัง​ และอนัตตา​ อันเป็น​ปัญญา​แรกสำหรับคน​นับถือ​พุทธ​ศาสนา

“ถ้าไม่เข้าใจ​ว่า​ อะไรทั้งหลายทั้งสิ้น​ทั้งปวงที่มาประกอบกัน

มันไม่จีรังยั่งยืน​ คุณ​ก็ไม่ใช่ชาวพุทธ”

อัตตา.​ คือ​ ตัวตน​ มันยั่งยืน​กระนั้น​หรือ​ (จิ๋นซีฮ่องเต้​ เคยส่งเด็กชายและเด็กหญิง​ อย่างละ​ 11​ คนไปหา​ ‘น้ำพุแห่งชีวิต’​ แต่ลงท้ายจิ๋นซีฮ้องเต้ก็สิ้นพระชนม์)​ อัตตา.​ จะเป็น​ อนิจจัง​ ไม่เที่ยง​แท้​ แค่วันวานและวันนี้​ อัตตาเราเอง​ ก็เปลี่ยน​ไป​ สิ่งใดที่เริ่ม​สร้าง​ “การผุกร่อน​จะเริ่มในวันนั้นคู่กันไปเสมอ

จากสิ่งใหญ่โต​ จนถึง​ส่วนที่เล็กสุด​ คือ​ ATOM.

นักวิทยาศาสตร์​กล่าวว่า​ ATOM.​ เองก็เชื่อ​ไม่ได้

(ATOM​ มีนิวเคลียส​ ประกอบด้วย​ นิวตรอน​ โปรตอน​ อิเล็กตรอน

สิ่งที่เล็ก​กว่าคือ​ ควาร์ก​ และ​ String กับ​ String​ ยังตัดลงได้อีก​ เช่น เส้นผมตัดเป็นแผ่นเรียก Brian

และโลก​ ก็เป็​น​ อนิจจัง​เช่นกัน

“ถ้าเชื่อแน่ว่า​ มี​ อมตภาพ​ มีมโนทัศน์​ เที่ยง​แท้​ ถาวร​ คุณ​ก็ไม่ใช่ชาวพุทธ.”

ข้อนี้ก็เช่นเดียวกัน​ ตามหลักของอนิจจัง​ คือแม้แต่​ มโนทัศน์​ของเราก็เปลี่ยน​แปลง​ได้​ หาก​ ‘ปัญญา’​  คือความรู้แจ้ง​กระจ่างขึ้น

เราเคยรู้ว่า​ คนสมัยก่อน​ เชื่อว่าโลก​แบน

บัดนี้​ดาราศาสตร์​ ทำให้เรา​รู้​ว่า​ โลก​กลม

เราเคยเชื่อว่า​ โลกตัน​ มีระดับแตกต่าง​จนถึง​ แกนโลก

ตอนนี้​ ทฤษฎี​โลกกลวง.​ เกิด​ขึ้น

มนุษย์​เกิดแล้วต้องตาย​ เทวดา​มิใช่​ อมร​ เสมอ​ไป​ (อ​ = ไม่​, มร​ = ตาย)​ เพราะ​มีเวลาจุติ (ตายแต่ไม่ทิ้งซาก​ ไม่มีเชื้อ)

“หากคุณ​ไม่เชื่อ​ว่า​ ทุกอารมณ์​ ทุกความรู้สึก​ คือทุกข์

หากคุณ​เชื่อ​ว่า​ คุณ​จะมีความรื่นรมย์​เสมอไป​ คุณ​ไม่ใช่ชาวพุทธ”

คุณ​เกิด​ แก่​ เจ็บ​ ตาย​ คุณ​ดู​ภาพในทีวี​ จะเห็น​การเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย​ ฆ่าและถูก​ฆ่าทุกวัน​ คุณ​เห็น​ข่าวการฆ่าทุกวัน​ คุณ​เห็น​โลกกำลังพังทลาย​ คนตา​ยเป็น​ล้าน​ด้วยเชื้อ​โรคที่มองไม่เห็น

มายา​ ความว่างเปล่า​ แสดง​อยู่​ต่อหน้า

จะการเมือง​ การปกครอง​แบบไหน

ระบบอย่างไร​ ท้าย​สุด​ ว่างเปล่า​ ที่ดำเนิน​ไปคือ​ มายา

เท่านั้น​เอง-ตถตา

ถ้ายังไม่เข้าใจ​ ใน​ อนิจจัง​ ทุก​ขัง​ อนัตตา​ สาระสำคัญ​ที่​ เจ้าชายพระองค์​หนึ่ง​ ทรงทิ้งทุกอย่าง​ แม้แต่พระชนม์​ หากทรงมิได้คำตอบ​

อะไรคือทุกข์?

แล้วจะ​ ‘วาง’​ ได้อย่างไร? จนว่างได้จริงหรือ?

สาระ​สำคัญ​ที่ชาวพุทธ​จะต้องรู้เช่นนี้

และเมื่อทรงสอนยังกล่าวว่า​ “อย่าเพิ่ง​เชื่อ​ หากจงไตร่ตรอง​เสีย​ก่อน” ท่านเคียนเซ ย้ำประโยค​ของพระพุทธองค์​ และจนถึง​บัดนี้​ ขอย้ำพระพุทธพจน์นั้น จงไตรตรอง

จะตราธรรมทั้งสี่ของท่านเคียนซา​ หรืออริยสัจสี่​ ล้วนบอกถึง​ ความไม่เที่ยง​ ที่แม้จะคิดว่า

.. เอาละ​ เมื่อฉันตาย​ โลกและสังคม​ จะเป็นอย่างไรก็ตาม

แต่ลูก-หลานฉัน​ ควรมีชีวิต​ที่ดี..

คุณ​แน่ใจนะว่า​ ลูก-หลานจะมีชีวิต​ยืนนาน​ ลูก-หลานจะเป็นเช่นที่คิด​ จะมีความร่ำรวยเช่นที่อยากให้เขา​ เป็น​เพราะเขาเองก็ต้อง.. อนิจจัง​ ทุก​ขัง​ อนัตตา… เท่านั้นเอง!

วันนี้คุณ​อาจจะเชื่อมั่นว่า​ ตัวเองศรัทธา​ในพุทธศาสนา

แล้วคุณ​เชื่อมั่นใน​ เทพเจ้า​ หรือเปล่า

ถ้าพบ​ คนทรงที่ทำนายทายทักแม่นยำ​ คุณ​จะศรัทธา​ไหม

ศรัทธา​ ก็​ต้องอาศัย​ เหตุ​ ปัจจัย

ไม่ศรัทธา​ ก็อาศั​ย​ เหตุ​ ปัจจัย

อะไรมี​ เหตุ​ ปัจจัย​ รวมกันย่อมเป็น​ อนิจจัง​ ท้ายสุด​ อนัตตา

ถ้าไม่มีอะ​ไร​เลย​ จะน่าเบื่อ​ไหม

แล้วการ​ ‘รู้แจ้ง’​ จะให้อะไร

คุณไม่ทุกข์​ ไม่สุข​ มีแต่ว่าง​ แล้วจะเป็นยังไง​ ไม่มีอะไรสักอย่าง​ แล้วจะ​ รู้​แจ้งไปทำไม​ พระพุทธ​องค์​สอนว่า

นั่นไม่ใช่​ ว่าง​ ไม่ใช่​ รู้แจ้ง

แต่มันคือ​ อวิชชา

อวิชชา​ คือ​ ความไม่รู้

รากเหง้า​ของ​ ปฏิจจสมุปบาท

ห่วงแห่งต้นเหตุ​ของเหตุและปัจจัย​ของชีวิต​

 ซึ่งพระพุทธ​องค์​จะทรงแสดง​ว่า

ปฏิจจสมุปบาท​ 12​ ห่วงแห่งชีวิต​ มีอะไร”

สิ่งที่เราคิดว่า​ ‘รู้’​ เป็น​อวิชชา​ มาจากอะไรบ้าง

เป็น​กงล้อแห่งธรรม

เราจะเคลื่อนตามวงล้อนั้น

เพื่อ​ ความเป็​นชาวพุทธ​ที่แท้

เราจะเดินตามรอยบาทแห่งพระองค์​

0

article

ขอยกคำบาลี มากล่าวเพื่อให้รู้ว่า พุทธพจน์ได้กล่าวไว้ดังนั้น จะได้มั่นใจว่า การทำความเข้าใจในวิญญาณ มิได้แผกจากพุทธศาสนา และเป็นความเข้าใจแต่แรกเริ่ม เพราะหากไม่เข้าใจว่า

วิญญาณคืออะไร มาจากไหน

การปฏิสนธิ วิญญาณ ‘มา’ อย่างไร

และพอตาย ที่ว่า วิญญาณออกจากร่างไปทางไหน

แล้วเราก็เข้าใจกันว่า วิญญาณคือผี

ดังนั้นจึงต้องเข้าใจเรื่องวิญญาณให้ลึกซึ้งเสียก่อน หาไม่จะพูดเรื่อง กรรม วิบากกรรม การกลับชาติมาเกิดรวมทั้ง นรก สวรรค์ ไม่ถูกต้องเลย

เรากลัว กรรม จนหาวิธี ล้างกรรม ทำได้จริงไหม

เรากลัว นรก แต่ไม่แน่ใจเรื่องสวรรค์ จะเชื่อได้ไหม

การศึกษาเรื่องวิญญาณ คือพื้นฐานทั้งหมด เรามาจากไหน ‘อะไร’ มาปฏิสนธิในครรภ์มารดา กับปัญหาที่สงสัยกันเป็นอันมากคือ

“ทำไมคนเกิดมากขึ้น ?”

เหตุและปัจจัย ล้วนมาจากวิญญาณทั้งสิ้น

เหตุ คือเค้ามูลเรื่องราวสิ่งที่ทำให้เกิดผล

ปัจจัย คือเหตุที่ทำให้ผลเป็นไปหรือเครื่องหนุนให้เกิด

ในการทำความเข้าใจ จะใช้คำอธิบายง่ายๆ เช่นของอาจารย์พรล้วนๆ แต่บางคำในทางธรรมกับทางโลกก็ยังผิดยังกันได้ เช่น ปัจจัย จะแปลว่า เครื่องยั้งชีวิต คือ ทรัพย์ ก็ได้ และที่แทรกคำบาลีไว้ เพราะเป็นคำที่ ‘ควรพอรู้’ เนื่องจากถ้าไปพบธรรมบรรยายที่ใด จะทำให้พอทราบบ้าง

สิ่งแรกที่ เราควรทราบคือ วิญญาณคืออะไร

และเป็นเรื่องแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ วิญญาณไม่ใช่ผี

วิญญาณนั้นเป็นอีกสิ่งหนึ่งนอกร่างกาย เป็นคำเดียวกับภาษาบาลีคือ จิต มโน วิญญาณจึงไม่ใช่สมอง กระแสไฟฟ้า กระแสแม่เหล็ก (หากมีคุณสมบัติบางอย่างละม้ายกัน ซึ่งจะอธิบายต่อไป)

วิญญาณเป็นพลังงานชนิดหนึ่ง แต่เป็น นามธรรม

นามธรรม คือสิ่งที่สัมผัสไม่ได้ด้วยประสาททั้งห้า

ฉะนั้นวิญญาณ จึงเป็นอสรีรํ คือ อสรีระ ไม่มีรูป

กับ เอกะ จรํ คือ ไปแต่ผู้เดียว

ฉะนั้น วิญญาณ กับ โอปะ ปาติกะ จึงไม่เหมือนกัน

ด้วยเหตุนี้ ที่เราว่าคนตายมาปรากฏให้เห็น แล้วเราเรียกว่า ผี จึงมิใช่ แต่เป็นชีวิตประเภทหนึ่ง ที่เกิดขึ้นทันทีโดยสมบูรณ์

ดังที่พระพุทธองค์รับสั่งถึง กำเนิดสี่ คือ

ชลาพุชะ   สัตว์ที่เกิดในครรภ์  คลอดออกมาเป็นตัว เช่น คน สุนัข

อัญฑชะ    สัตว์ที่เกิดมาเป็นฟอง และฟักเป็นตัว เช่น นก เป็ด ไก่

สังเสทชะ   สัตว์ที่เกิดจากไคล  เช่น หนอน พยาธิ แบคทีเรีย

โอปปะปาติกะ คือ เกิดแล้วเป็นตัวทันที เช่น มนุษย์บางพวก เทวดา สัตว์นรก เปรต เหล่านี้เวลาสิ้นอายุขัย ก็จะไม่เหลือ เชื้อหรือซาก

โอปปะปาติกะ ที่เป็นเทวดา   เราเคยรู้ แม้ไม่เคยเห็นก็เข้าใจได้ ทว่าที่บอก ‘มนุษย์บางพวก’ นั้นไม่ค่อยจะเชื่อกันนัก ยกเว้นคนเคยเห็น คนลับแล (ลับ-แล ยากจะเห็น) หรือ คนบังบด (บังไม่ให้เห็น)

ฉะนั้น เทวดา ,เทพ,เทวะ ก็คือ โอปปาติกะ พวกหนึ่ง

โอปปะปาติกะ นี้มีจำนวนมากมาย มากกว่าชีวิตมนุษย์ไม่รู้กี่พันเท่า

ฉนั้นจึงมี โอปปะปาติกะ มาเกิดได้มาก เพิ่มได้เสมอ

แต่ช่วงระยะเวลาจะมาเกิดแตกต่างกัน ซึ่งจะค่อยๆอธิบายต่อไป

ฉนั้นเมื่อพูดถึง พลังงานวิญญาณ จะมีนัยยะ 6 ประการ ทางพุทธศาสนา

ตาเห็น   เรียก  จักษุวิญญาณ

หูได้ยิน   เรียก  โสตวิญญาณ

จมูกได้กลิ่น  เรียก  ฆานะวิญญาณ

ลิ้นรู้รส  เรียก  ชิวหาวิญญาณ

การรู้สึกสัมผัส  เรียก  กายวิญญาณ

ความรู้สึกนึกคิด  เรียก มโนวิญญาณ (มน+วิญญาณ)

(มะนะ=ใจ+วิญาณ=วิ=ดี,วิเศษ,ต่างๆ ญาณ=ธาตุรู้)

ที่เขียน มน = มะนะ หรือ วงเล็บสระ อะไว้ เพื่อให้อ่านถูก เพราะ คำศัพท์จะมีทั้ง บาลี สันสกฤต ที่พยัญชนะโดดๆ หมายความว่า การออกเสียงจะมี อะ เสมอ หรือถ้าตัวหน้าเสียงสูง การอ่านจะออกเสียงสูงด้วย เช่น

ศรี เราจะอ่านสี หากความจริงต้องอ่าน สะ-หลี

หาไม่จะอ่านเสียงเดียวกัน ความเข้าใจจะสับสน

แต่ไศล เราอ่าน สะไหล แปลว่า ภูเขา

ความจริงอ่านไศ-ละ

ในการเขียนพยายามจะบอกการอ่าน ซึ่งต่อไปจะรู้วิธีเองและจะเข้าใจศัพท์ดีขึ้น เพื่ออธิบายว่า วิญญาณเป็น อสรีรํ ไม่มีรูปร่าง ไม่มีวรรณะ ไม่มีสี-เสียง

คำถามคือ เวลาทำสมาธิแล้วมีแสงสว่างได้ยังไง

แสง หรือ สี นั้น ไม่ใช่ วิญญาณ

หากเป็น แสง-สี จากจิต เกิดจากจิต

ปัญหาต่อไปคือ จิตกับวิญญาณเหมือนกันไหม?

อาจารย์พร เคยให้คำตอบไว้ว่าในคัมภีร์พระไตรปิฎก และคัมภีร์พุทธศาสนาทั้งหมด คำเหล่านี้มีความหมายเหมือนกัน คือ จิต มโน มนัส วิญญาณขันธ์

(ไตรปิฎก = ไตร =3 ปิฎก = ตระกร้า ประกอบด้วย วินัยปิฎก คือ พระวินัย สุตตันตปิฎกคือพระสูตร = อภิธรรมปิฎก คือ พระอภิธรรม)

พระไตรปิฎก หากอยากจะทราบ ควรหา ‘พระไตรปิฎก’ สำหรับประชาชนมาอ่าน จะเข้าใจได้ง่ายความจริงในพุทธพจน์ยาวกว่านั้น หากยกมาแค่ 2 คำ เพียงเพื่อรู้ว่า ..จิตหรือวิญญาณเป็นนามธรรม ไม่มีรูป และ ไปแต่ผู้เดียว เกิด-ดับ เร็วมาก เหมือน ไฟฟ้ากระแสสลับ ที่เราเห็นแสงติดต่อกัน หาเราจับไม่ได้ถึงกระแสสลับ เกิด-ดับ นั้น

ด้วยเหตุนี้ ลูกแฝด ก็มิได้มี จิตปฏิสนธิพร้อมกัน

แม้ตายพร้อมกัน หากจิตวิญญาณจะมิได้ไปอยู่ที่เดียวกัน เนื่องจากวิบากกรรมต่างกัน

หากจะถามว่า ‘ทำไม’ คำตอบจะตอบตอน ‘กรรมและวิบากของกรรม’ หากเราเข้าใจ ‘จิตวิญญาณ’ แล้ว ก็จะเข้าใจกฎแห่งกรรมดียิ่งขึ้น

กฎแห่งกรรม เป็นกฎที่สำคัญยิ่งในพุทธศาสนา

วิญญาณนั้นรู้ถึงอารมณ์มีมาสัมผัส หากไม่เข้าใจ คือ ‘รู้สักแต่ว่ารู้’ เพราะความเข้าใจ เป็น เจตสิก คือ ปัญญา ฉะนั้นรู้สึกแต่ว่ารู้ จึงมีต่อสิ่งที่มีชีวิตทุกประเภท ซึ่งพืช แม้แต่สัตว์เซลล์เดียวก็มีชีวิตแบบ รู้สึกแต่ว่ารู้

ฉะนั้นเมื่อรู้แล้วมีปัญญาจึงเป็นชีวิตอีกแบบหนึ่ง การกล่าวว่าต้นไม้มีชีวิต เพราะต้นไม้มีกรรมวิธีการเกิด แบบคนและสัตว์เจริญจากรากฐานภายใน (ทางวิทยาศาสตร์หมายถึงดี.เอ็น.เอ.) เติบโตจากอาหารได้ทางราก มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย มีการสืบพันธุ์ มีเกสรดอกตัวผู้ ตัวเมีย (บางชนิด ตอน. หรือ เพาะจากเนื้อเยื่อ – โคลนนิ่ง)

ทุกอย่างของต้นไม้ จึงมีความหมาย มีชีวิต

 ต้นไม้ย่อมมีวิญญาณ ทว่า ‘รู้สักแต่ว่ารู้’

ประโยคนี้เราจะได้ยินตอนทำสมาธิ เพื่อให้สงบดุจ ต้นไม้ ..รับรู้สึกแค่รู้ รับรู้แต่ไม่รับเอามาเป็นอารมณ์..

รู้. ที่กล่าวจึงเป็น รู้ทางอายตน = ตาดู หูฟัง เพราะวิญญาณ มีอยู่ 2 ประเภท

วิถีวิญญาณ แปลว่า จิตสำนึก จิตที่เกิดตามวิถี วิถี = ทาง ซึ่งรู้กันอยู่แล้วว่ามี หกทวาร ทวาร = ประตูทางเข้า-ออก ตา หู จมูก ลิ้น กาย มโน (กาย = กายสัมผัส รู้ ร้อน เย็น , มโน คือ เกิดทางใจ ที่คิดไปสร้างไปต่างๆทางบาลีเรียกสังขาร)

ภวังค์วิญญาณ แปลว่า จิตไร้สำนึก จิตนี้แม้เกิด จะเป็นเวลาที่ไม่รู้ตัว  เช่น หลับสนิทไม่ฝัน คำนี้แยกศัพท์ ได้เป็น

ภว+องคฺ+วิญญาณ (วิ+ญาณ)

ภว = ภพ

องคฺ = ส่วนที่สำคัญ,รากฐาน

วิญญาณจึงเป็นรากฐานสำคัญ ขณะที่เรา อ่าน เรียน เราก็มีวิญญาณ แม้ยามอยู่ในท้องมารดา ก็มีวิญญาณ หากถ้าเด็กดิ้น จะไม่รู้ตัวว่าดิ้น ยามหลับสนิท ถ้าถูกแตะเบาๆ จะไม่รู้สึกตัว

ฉะนั้น ขณะนั้นเรียก อยู่ในภวังค์วิญญาณ

มนุษย์ จึงมี รูปและวิญญาณ อันเป็นนามธรรม

ทว่า นาม+รูป ทางพุทธศาสนากล่าวว่า

สวาสุ นามรูปํ ทุกขํ

สวาสุ นามรูปํ อนิจจํ

สวาสุ นามรูปํ อนตฺตา

การทำความเข้าใจใน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นความเข้าใจ พื้นฐานของชาวพุทธ อันจะนำไปสู่ธรรมะในหัวข้อ

อริยสัจ

ปฏิจจสมุปบาท

ธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เป็นการเริ่ม ‘กงล้อแห่งธรรม’

0

article

(อรรถ + วิชญาน = ต้นเหตุ ,เริ่มเรื่อง)

ถ้าได้ริเริ่มศึกษาจาก อาจารย์ พร. รัตนสุวรรณ. จะเริ่มต้นด้วย ’ ‘วิญญาณ’ เสมอ เพราะอาจารย์กล่าวว่า ยุคต่อไปจะเป็นยุคของวิญญาณ คำว่า ‘ยุคนี้’ คือยุคที่อาจารย์ทำนิตยสารวิญญาณแจกฟรี และโรงพิมพ์วิญญาณที่บางลำภู เราจะพบอาจารย์ กับ คุณศรีเพ็ญ ที่นั่น

อาจารย์จะพร่ำสอน วิญญาณคืออะไร

ถ้าความรู้เรื่อง วิญญาณ ไม่แจ่มชัด ซาบซึ้ง

จะไม่เข้าใจ ‘ชีวิต’ ทุกกระบวนการ ไม่เข้าใจคำว่า ‘กรรม’

และท้ายสุดจะสรุปว่า ‘วิญญาณคือผี’

ซึ่งผิดอย่างยิ่ง (แต่เราก็เคยคิดเช่นนั้น)

และ สารัตถะ สำคัญที่อาจารย์พร กล่าวไว้ในหนังสือวิญญาณ ทุกเล่มคือ

วิญญาณคือ อรุณรุ่ง ของยุคพระศรีอาร์ย’  (อารย์ =อารยะ)

ครั้นเมื่อสิ้นอาจารย์พร คุณศรีเพ็ญ ไปยุ่งกับการจัดสร้างแค้มป์สน ที่เพชรบูรณ์ สำหรับเป็นสถานธรรมให้แล้วเสร็จ และยังวัดไทยราชคฤห์อินเดีย

แม้ยังเคยพบกันบ้าง หากการสานโครงการมีมากมาย ..ศรีเพ็ญหาตัวยากเหลือเกิน

จนคิดว่า ในฐานะนักเขียน เราคงพอสืบทอดเจตนารมณ์ ในการบันทึกคำสอนไว้ได้

ศิริ พุธศุกร์จะปรึกษา อาจารย์ศิริ พุธศุกร์ (คนแปลหนังสือวิญญาณของฝรั่งไว้) ท่านก็ตามอาจารย์พรไปแล้ว

และพอคิดจะบันทึก เราไปค้นหนังสือที่บ้านลาดพร้าว

ก็ได้หนังสือของอาจารย์พร มาเป็นตั้ง รวมทั้งนิตยสารวิญญาณฉบับเก่าๆ (ใครว่าบังเอิญ)

จึงคิดเองเออเองว่า อาจารย์คงอนุญาตให้ทำงานต่อแล้ว

เพราะจะวิ่งตามหาคุณศรีเพ็ญ ให้เข้าสมาธิตามไปถามอาจารย์ ก็หาไม่พบ

จึงสวดมนตร์และขออนุญาตอาจารย์ ..ถ้าสิ่งที่จะนำมาบรรยาย เป็นการกระทำที่ถูกต้อง ก็ขอให้สำเร็จตามที่อาจารย์ตั้งเจตนารมณ์ไว้.. ก็คิดว่าจะมีคน ‘เริ่ม’ มาฟังสิบคนก็ดีแล้ว หากมาถึงตอนนี้

ทั้งศีลวดี และ ศีลบดี ต้องแบ่งเป็นสองชุดต่อเดือน

เพราะชุดแรกเต็มแล้ว คนที่อยากเข้าฟังต้องแบ่งเป็นชุดที่สอง

เราใช้วิธี กราบลง เล่าให้อาจารย์ฟังว่า งานของอาจารย์ ‘เดิน’ ได้แล้ว

รุ่งอรุณแห่งยุคพระศรีอารย์’ เริ่ม

ฉะนั้นขอให้ ศีลวดี ศีลบดี ทั้งที่เข้าฟังคำบรรยายที่เทวาลัย (เดือนละ2ครั้ง) และผู้ที่ไป-มา คอยอ่านจากเฟส หรือจาก ยูทูป ก็ตาม จงเข้าใจว่า

คำบรรยาย ถอดมาจากคำสอน อาจารย์พร รัตนสุวรรณ

ถ้ามีข้อพลาดพลั้งจะเป็น ‘ความรับผิดชอบของข้าพเจ้าแต่ผู้เดียว’

ฉะนั้นในคำบรรยายจึงเริ่มด้วย

ครั้งแรก รูป – นาม

ครั้งที่สอง วิญญาณ ฯลฯ

ครั้งต่อไปคงเป็นเรื่องกรรม แต่ละหัวข้อจะบรรยาย ต่อไปเรื่อยๆ

ไปด้วยกันนะ

उมยันตี/.

0

article

ขอบคุณยิ่งต่อผู้มาเยือนล้านนาเทวาลัย ในวัน อมฤตโชค ประดาเพื่อนแก้ว แพงพัน ที่มาชุมนุมกัน นักล้ำ นักเหลือ และผู้ส่งความทางเฟสมากมาย

 

ตามปรกติ มิเคยสนใจ ‘งานวันเกิด’

หากปีนี้ อาจารย์ วิลักษณ์ กับ คุณน้อย อัญชลี ศรีป่าซาง

อ้างว่าเราเป็น ‘คนเถ้าคนเถิบ’ คือแก่แล้ว  (จะอยู่จัดวันเกิดสักกี่วัน)

ฉะนั้นเราก็ยอมปล่อยให้เขาทำกันไป (ธุระอะไรคนเถ้าจะเหน็ดเหนื่อย)

ไม่รู้จริงๆ จนได้เห็นพร้อมกับคนมางานว่า

เขาจัดงานได้ งาม คนฟ้อนก็มาจากคนที่ร่างแค้วเอวกลมที่เคยชมชื่น

คนฟ้อนดาบ คือ คนที่เคยแสดง แหล่งให้คนชม ที่น่าน

คนจัดงาน ‘รู้ใจ’ ว่าเปิงใจสิ่งใด (ฝีมือดนตรี คุ้นหู จำได้ว่า ใครบ้าง)

ขอขอบคุณหลายนะเจ้า

 

ขอบคุณที่สุดคือ ‘นางรอมแพง’ และ ไอ่นาย. ที่อุตสาห์ไปงาน พร้อมดอกเก็ดถวา ที่ชอบนักมาส่งให้ ‘เก็บดอกไม้จากบ้าน มาใส่พานถวายเทพ’ ทุกดอกที่หอบใส่อ้อมมือมา

 

ตอนเย็นย่ำ หายแส๊บหายสอยกันหมด

เราไปแตะกลีบ อุ่นอายละไอรัก เก็บจารจำไว้

จะบอกอะไรให้ ได้มากกว่านี้อีกเน้อ

 

ขอบคุณมิตรเก่า ที่พบกันตั้งแต่เริ่มมาเป็น ‘ชาวล้านนา’ คนเขียนแบบเทวาลัย ให้เราพักพิง คนแต่งเฮือนให้งามก้านกุ่ง คน ‘เยิรเงาสลัว’ และแฝงอยู่ในเงานั้น ตึงหมู่ตึงมวล กล่าวมิหมด

 

เงินคำกำแก้ว บ่มีค่า

เท่าใจ๋ฮักที่นำมาวางมอบให้

จักจรดจารจำไว้เนื้อใจ

ยามวันวายจะทอดร่าง ณ ล้านนา

 

ด้วยรักด้วยศรัทธาต่อกัน
उมยันติ่/
0

article

เราบอกแล้วบอกอีก ปี 63 มันจะยุ่งเป็น ไหมพันกัน (ปมไหม เส้นเล็ก แก้ยาก) และก็บอกมฤตยูกุมดวงเมืองอยู่ 7 ปี ก็แย่แล้ว

ที่แย่กว่าคือ การโคจรของ “คุณตาราหู”
และแถมด้วย เสาร์ กับ พฤหัส (เปิดยูทูปดูก็ได้)
หากที่คนโบราณกลัวคือ คราส คุณตาราหูท่าน ‘เล่น’ อะไรแต่ละครั้ง… ดีใจหาย ร้ายหมดตัว..
เราก็บอกให้ ถือตราราหูคู่หัตถ์ไว้
หรือเอาห้อยคอไว้

ที่บอกกันว่า .. เหอะ แค่เงาโลก กลัวอะไร.. แต่พอเกิดเหตุ ‘คราส’ ทีไร จะมีสถิติบอกไว้เลยจะเกิดอะไรบ้าง (อย่าง ร.4 ท่านไปทอดพระเนตรสุริยคราส ที่หว้ากอไง ไปหารายละเอียดอ่านซะ)

ใน 2-3 วันนี้ คือ คืนวันที่ 5 มิถุนายน 63
จะเกิด จันทรคราส ต่อไปปลายเดือน สุริยคราส
โดนกระทบสองเด้งเลย
ไปอ่านคำทำนายของโหรดังเอาเองอีกแหละ

หากเราจะ ‘ทำพิธี’ ถวาย “คุณตาราหู” ของเราเองที่ เทวาลัย เพราะ มีตราราหู สูรย์ – จันทร์ ลงยันตร์ ประกบกันไว้ คนห้อยตราราหู สูรย์-จันทร์ โบราณบอกว่าจะกันภัย

‘ภัย’ ในระยะนี้ นอกจากโรคภัย พาลภัย ทุกขภัย
ระวังจะเจอ ทุกขภิกขภัยด้วย
‘ภัยโรค’ จะเบียนมีมา
สองครั้ง สองครามิได้หยุด
ภัยพาล ตามฆ่าให้ม้วยมุด
ความอดอยาก จะสุดแผ่ลาม

ลอกมาให้อ่าน เชื่อมิเชื่อก็ได้
เอาที่พอใจนะหนู

คุณยาย
0

article
เป็นเทศกาลของแคว้น แบงคาล
คำว่า ทส แปลว่า ชิ้น ส่วน
 
งานนี้เป็นของพระกฤษณะ คงแปลว่า ภาคของพระกฤษณะ
นักบวชที่แต่งชุดสีส้ม นั่นแหละ กลุ่มบูชา พระกฤษณะ
ปุรณิมา คือ วันเพ็ญ 155 ค่ำ ก็นำเทวรูปพระกฤษณะ ออกมาบูชา ด้วยเครื่องหอม ดอกไม้ แบบเดียวกับบูชาพระวิษณุเทพ
เล่นดนตรี ที่ถูกต้อง ร้องเพลง
 
แต่ตำราตอนนี้ บอกว่า ให้ร้อง ไชโยด้วย
(เรื่อง พระกฤษณะ สองเล่มโตๆ เล่าไม่ไหว)
ฉนั้น..รู้กันแล้วนะ
 
วิม-ลา
0

article

บางเทศกาลในตำราสั้นมาก ราวทำบันทึกไว้ ‘พอรู้’ เช่น อัมลัก เอกทษิ จะไม่บันทึกก็กลัว นายห้างมาสะกิด ..ทำไมไม่เขียน ..ก็บันทึกไว้ ให้รู้ว่า

อัมลัก เอกทษิ (AMALAKA EKAYASHI)

อัมลัก หรือ อัมลา (AMLA) คือ มะขามป้อม เป็นตัวยาสำคัญ แก้ท้องผูก ในตำรับยาทย คือ ตรีผล (ผล) มะขามป้อม

ฉนั้นเป็นสูตรยาสำคัญ ต้องบูชา

เอกทษิ คือวัน ขึ้น – แรม 11 ค่ำ แต่วันนี้จะทำในวันขึ้น 11 ค่ำ ของเดือน ผลคูณ

            พิธีก็อย่างเคย อาบน้ำ ถือศีลอด เอาต้นมะขามป้อมมาพรมน้ำมนตร์ สวดมนต์บูชาพระวิษณุเทพ (เขาบอกว่า ท่านประทับอยู่ใต้ต้นมะขามป้อม)

                                    จากนั้น อุทิศทาน แบบคนไทย ทำบุญ ทำทาน

                                    หากอินเดีย ต้องให้ พราหมณ์ผู้ทำพิธี (แบบถวายพระ)
วิม – ลา

0

article

วันโฮลีกะ เป็นอีกชื่อ ของวัน มักกร สันกรานติ ที่เล่าไปแล้ว แต่ว่าวัน โฮลีกะ  จัดขึ้นในวันเพ็ญของเดือน ผลคุณ คือ เดือนสี่  (กุมภาพันธ์ – มีนาคม) งานนี้จัด  2 วัน

ราตรีแรก จะมีการสุมไฟ ตอนเย็นหรือค่ำ (เหมือนวัยรุ่นเราจัดรอบกองไฟ) แต่ต้องมีการบวงสรวง ถวายน้ำ (อย่างเคยแหละ บูชาพระอัคนีเสียก่อน) แล้วถวายข้าวสาร ตรงนี้สงสัยเพราะตอนเป็นเด็ก เราใช้ข้าวเปลือกโยนเข้ากองไฟ พอแตกปะทุออกมาจะเป็นข้าวตอก แย่งกันตะครุบกิน ข้าวตอกใหม่ๆ จะหอม

แล้วก็ตีกลอง ร้องเพลง เต้นระบำ

ราตรีที่สอง จะไปเยี่ยมกัน ลืมข้อบาดหมางกัน หันหน้ามาเป็นมิตรกัน (น่าจัดงานนี้นะ)

แต่วันนี้จะสาดน้ำใส่สี ป้ายสี กันทั่วเมือง (ไม่ค่อยดีนะ) จากนั้นเลี้ยง ขนมหวานและอาหาร

เรื่องนี้มีนิทาน

กล่าวว่า มีอสูรชั่วร้ายตนหนึ่ง (ถ้าอสูร คือ อสุรา ไม่กินเหล้า จะชั่วร้ายยังไง แต่เอาเหอะ ถ้าเป็นอสูรต้องชั่วร้ายเสมอ)

อสูรตนนี้ทำสมาธิ ขอพรต่อพระพรหม

(พระพรหมจะให้เสมอ ไม่ว่าใครจะขออะไร เราจึงขอให้เจ้าโควิด หายไป)

อสูรตนนี้ ชื่อ หิรันยักสิป (คงตัวเขียนไว้ ให้รู้ว่า นายห้างเขียนตามใจจริงๆ)

พรที่ขอคือ ไม่ตายด้วยน้ำมือมนุษย์ สัตว์

ไม่ตายด้วยศาสตราอาวุธใดๆ (จรวด รถถัง เรือดำน้ำ ก็ทำอะไรไม่ได้)

ไม่ว่ายามสว่าง หรือมืด ข้างนอก ข้างใน

            แล้ว (เช่นเคย) พระพรหม ยกมือ อนุญาต

อสูรตนนี้จึงประกาศเป็น ‘กฎ’ ใครก็ตาม จะหน้าไหน ทั้ง มนุษย์ เทพ (ยกเว้นมหาเทพ) ต้องเคารพบูชา ใครไม่ทำ ตาย! ใครบ้างล่ะไม่กลัว กฎเหล็ก ก็ยอมๆ ไปงั้นๆ

    จนอสูรมี ลูกชาย ชื่อ ประหลาป (เขียนอย่างนี้ น่าจะชื่อประหลาด เพราะผิดพ่อ เป็นคนละสปีซี่เลย ใน สํ ถ้า ปรฺหลาทแปลว่า ยินดี คงยินดีตอนได้ลูกชาย) ลูกชายกลับไปศรัทธาวิษณุเทพ ท่อง แต่ ..โอม วิษณเว นมัช.. ไม่ท่อง โอม หิรัญกสิป…   ท่านอสูรโกรธมาก ลูกยังไม่ศรัทธา แล้วใครจะศรัทธา เลยสั่ง ฆ่า! จะตัดหัว ก็หนังเหนียว เอาช้างเหยียบ ช้างก็ไม่ทำ ท้ายสุดทำกุ้งย่างดีกว่า เผาเลย

(ตอนนี้แหละ พระแม่ โฮลีกะ มารองรีบไว้บนตัก)

โอม พระกุมารออกมาจากกองไฟ รอด! แต่ไม่เล่าต่อว่า จะโดนพี่ยักษ์ทำไง

แต่พระแม่ ตายในกองเพลิง (ก็อยู่บนตักไง)

เขาว่า ตาย ก็ตาย จึงเกิดวัน โฮลีกะ ป้ายสีกันเล่นไง

วิม-ลา

0

article

หลักการใหญ่ๆ มักจะประกอบพิธีในเทวาลัย หรือในสถานที่เตรียมการไว้เป็นพิเศษ การบูชาจะต้องเริ่มจากพระคเณศวร ซึ่งเป็น คณปติ เทพเจ้าแห่งความสำเร็จและขจัดอุปสรรคทั้งปวง  ตามด้วยสวดบูชาพระแม่ สรัสวตี ซึ่งเป็นเทวีแห่งศาสตร์ทั้งปวง และต่อด้วยการบูชา คุรุ อาจารย์

จากนั้นประกอบการพิธีถวายน้ำ เรียก กาลัษ (KALASA)  ษ. ฤาษี

การบูชาเทพเจ้า ด้วยสิ่งของต่างๆ เรียก ทราวยะ (DRAVAYA)

พร้อมกันต้องทำจิตตนเองให้บริสุทธิ์ยิ่ง เรียกว่า การบูชา อาตมะ (ATAMA)

            (ถวายตัวเองต่อเทพเจ้า)

ขณะผู้เข้าร่วมพิธี ต้องตั้งใจ เฝ้ามองพิธี และถวายดอกไม้สด พวงมาลัย (ดอกไม้หอม)

            หลังจากนั้นจึงประกอบพิธี โศทัศ –อุปจาร (SODASA – UPACHARA) ด้วยพิธี 16 ขั้นตอน  คือเป็นพิธีใหญ่ มีบทสวดและการถวายของ ลีลามากมาย เป็นตำราของพราหมณ์อีก 1 เล่ม คงจะย่อๆ ให้อ่านพอรู้บ้าง เพราะคงไม่มีใครจะไปเป็นพราหมณ์ ถ้าจะอยากเป็นก็ไปเรียนกับพราหมณ์ แต่ท่านก็คงไม่สอน เพราะการเป็นพราหมณ์ จะต้องอยู่ในวรรณะพราหมณ์ (ตอนนี้ก็เหลือไม่กี่ท่าน)

น็น

 

 

            อ่านพอรู้นะ ‘เขาทำอะไร’ เท่านั้น

ในพิธีการย่อมมี อาคันตุกะ คือแขกรับเชิญ ตำราให้ถือว่า ‘แขกผู้มาเยือนดั่งเทพ’

            การเชิญต้องทำในรูปการสวดมนตร์ เรียก อาวาหะนัม (ACHAMNIUM)

เชิญแขกแล้ว ก็ต้องสวดถวายที่ประทับแห่งเทพ เรียก อาสนัม (ASNUM)

พอประทับแล้ว ก็ต้องถวายน้ำล้างพระบาท คือ บาทยัม  (PADYAM)

น้ำล้างพระหัตถ์ ASNUM เหมือนกัน

แล้วถวายน้ำเสวย อาจัมนิยม (ACHAMNIYAM)

            (สะอาดมาก กันโควิด)

ขั้นตอนนี้แปลกหน่อย ..ต้องสรงน้ำชำระองค์เทพ สนานัม (SNANUM.) ..ทำไมอาบน้ำทีหลัง

            ใช้ผ้าสะอาดเช็ดองค์เทพ วัสตรัม (VASTRAM)

ถวายเครื่องทรง ทาแป้ง กระแจะจันทร์ (CHANDA)

แต่งองค์ด้วยเครื่องประดับชิ้นใหม่ ถวายดอกไม้ พวงมาลัย บุษปะมาลา (PUSAPAMLA)

จุดธูป (DHOP) ประทีป (DIPA)

ถวายอาหารร้อนๆ ไนเวทยัม (NAIVADAYAM) คำนี้ สํ ว่าเครื่องบวงสรวง

            นี่แค่เริ่มต้นนะ ต่อไปถึงเข้าการบูชา 16 ขั้นตอน มีบทสวดทุกบท และพิธีถวายทั้ง 16 พิธี

                        จำแต่ว่า การน้อมถวาย แค่สวด ‘สมรปยามิ’ พอไหม (คำเดียวแหละ)

                                                            อยากรู้ 16 ขั้นตอนคงจะต้องค่อยๆเล่า (จะทำไหวเหรอ)

วิม-ลา.

0

article
กาลครั้งหนึ่ง (ครั้งไหนก็ช่าง เป็นการเปิดม่านนิทานทุกเรื่อง) มีนายพราน สุสวาร (บอกชื่อด้วย น่าจะจริง)
 
อยู่ในแคว้น พาราณสี มีอาชีพล่าสัตว์ จับสัตว์ขาย (ตอนนี้ห้ามขาย และ กินสัตว์ป่าแล้ว) วันหนึ่งเข้าไปในป่าจนพลบค่ำ (ในป่า พอตะวันคล้อยจะเริ่มมืด ต้องหาที่พักแรม) โดยเฉพาะคืนนั้นเป็นคืนข้างแรม ยิ่งมืดมาก การพักแรมต้องปืนขึ้นต้นไม้ใหญ่ (กันเสือได้มากกว่ากว่าหมี หมีปืนต้นไม้ได้ แต่เสือกินคน หมีแค่ตะปบเล่น เลือกเอาจะเจอตัวไหน)
 
นิทานเขาว่า ปืนขึ้นต้นไทร แต่ทางไทยว่าน่าจะต้นโพธิ์
เพราะใช้คำ ต้นสักตะ เผอิญโคนต้นมีศิวะลึงค์ ประดิษฐานอยู่
(ต้องมีคนเอาไปตั้งซิ แต่ไม่บอกชื่อ ไม่บอกว่า ทำไม แปลว่า มี ก็แล้วกัน)
 
สุสวาร ชื่อก็แปลว่า ผู้มีวาระเชื่อฟังดี แต่โชคไม่ดี กลัวก็กลัว หิวก็หิว (ข้าว,โรตี) กระหายก็กระหาย (น้ำ) แกก็กระสับกระส่าย และ (มือบอน) เด็ดใบไม้ลงมา คงทิ้งใบไม้น่ะ
 
เผอิญอีก เป็นวัน ศิวาราตรี แรม 14 ค่ำ
(แรม 14 ค่ำ ถือเป็นมืดที่สุดกว่า แรม 15 ค่ำ พระจันทร์ปริ่มจะขึ้น)
(เหมือนวัน Full moon จริงๆ คือแรม 1 ค่ำ)
 
ท่าน สุสวาร จึงทำพิธี ศิวาราตรี โดยไม่ตั้งใจ ไม่รู้ด้วยซ้ำ
มหาเทพจึงโปรดมาก (เล่าแค่โปรด)
แต่ตอบแก มรณัง แกได้ไปอยู่กับพระผู้เป็นเจ้า
แน่นอน .. ดับสนิท ต้องพ้นบาปพ้นกรรมหมด
ได้มาเกิดใหม่ ‘เขา’ ได้เป็นพระราชา นาม ไชตรภาณุ
 
นี่เองจึงควรกระทำพิธีให้ มหิมา จะได้พ้นบาป พ้นกรรม ไปเป็นใหญ่ เป็นโต (อย่าเป็นช้างละกัน)
ทำซะนะ ปีนี้ไม่ทันไม่เป็นไร ปีหน้าอย่าลืม
 
วิม-ลา
————————————-
มีวันย่อยๆ อีกวัน คือ ศิวะ จาตุรทษิ
วัน จาตุรทษิ คือ แรม 14 ค่ำ ของเดือน
ถือกันว่า วันแรม 14 ค่ำ พระจันทร์ จะมืดที่สุด
(ไม่ใช่ แรม 15 ค่ำ ที่พระจันทร์ปริ่มๆ จะเป็นข้างขึ้น)
ทุกวันพระ 14 ค่ำ พระศิวะ จะปรากฏพระองค์
(วันใหญ่ คือ ศิวาราตรี)
เพราะฉะนั้น ทุกวันแรม 14 ค่ำ จะบูชา มหาศิวะได้
 
0